ไปต่อหรือพอแค่นี้ หากปวดขาหลังจากวิ่ง

หลายๆ คน คงเริ่มออกกำลังโดยวิธีแรกที่เลือกคงหนีไม่พ้นการวิ่ง เพราะการวิ่ง คือการออกกำลังกายในทุกๆ ส่วน และให้ผลที่ดีต่อการลดน้ำหนัก และลดความอ้วนมาก แต่ไม่ว่าการออกกำลังกายไหนๆ ในระยะแรกหรือระยะยาวการออกกำลังกายมักทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้ออยู่แล้ว แต่วันนี้เราขอเน้นที่การวิ่ง หากคุณเคยมีข้อสงสัยว่าถ้าวิ่งแล้วมีอาการปวดร้าวไปทั้งขา ควรที่จะวิ่งเพื่อซ้ำ หรือพักก่อนดี
อาการปวดขาโดยทั่วไปเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่
1. ขาของเราอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ เช่น ยืนท่าเดิมนาน ๆ ทำให้การไหลเวียนโลหิตไม่ดี

2. ใช้กล้ามเนื้อขาอย่างต่อเนื่องมากเกินไป เช่น นักกีฬาที่ฝึกซ้อมอย่างหนักบ่อย ๆ

3. ปวดกล้ามเนื้อขาหลังออกกำลังกาย เกิดจากการที่ร่างกายพยายามซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่เสียหาย และมีของเสีย หรือกรดบางอย่างที่คั่งข้างในกล้ามเนื้อได้

ปวดขาหลังวิ่ง หลังออกกำลังกาย ควรพัก หรือฝืนออกกำลังกายต่อ ?
หากเราออกกำลังกายไปเรื่อยๆ แล้วพบว่ามีอาการตึงเมื่อยของขา สิ่งที่ควรทำ คือ การ “ทำซ้ำ” แต่ปรับเปลี่ยนวิธีการโดยต้องลดความหนักลง เช่น เคยวิ่ง 20 นาทีแล้วมีอาการปวดเมื่อยมาก ก็ควรลดลงเหลือ 10-15 นาที แล้ววิ่งให้ช้าลง

หากหยุดวิ่ง หยุดออกกำลังกายไปเลยหลังจากมีอาการปวดขา ?
หากคุณมีอาการปวดขาหลังจากที่วิ่งมานาน แล้วหยุดวิ่ง หยุดออกกำลังกายไปเลยนานๆ จะทำให้ของเสีย หรือการไหลเวียนของโลหิตที่คั่งค้างในกล้ามเนื้อยังคงค้างอยู่เหมือนเดิม ไม่ไหลเวียนไปตามที่มันควรจะเป็น เราจึงต้องขยับเขยื้อนกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้เกิดการไหลเวียนของโลหิต เพื่อขยับเอาของเสียที่ข้างอยู่ตามกล้ามเนื้อไหลเวียนออกไปด้วย

เมื่อปวดขา ควรใช้ “ยานวดคลายกล้ามเนื้อ” หรือกินยาแก้ปวดหรือไม่ ?
การทายานวดเพื่อนวดคลายกล้ามเนื้อ ในยานวดจะมีส่วนผสมของยาที่ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น และการนวดด้วยยานวดยังช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ดีอีกด้วย
แต่หากจะรับประทานยาแก้ปวดเลย อาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะการทานยาแก้ปวดอาจจะมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของระบบที่จะต้องกำจัดของเสียออกจากกล้ามเนื้อ เพราะทางที่ดีที่สุดคือการปล่อยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น
ทั้งนี้หากจะให้แนะนำว่าต้องทำอย่างไรหากมีอาการปวดขาหลังจากวิ่งออกกำลังกาย สิ่งที่จะแนะนำ คือ ให้ออกกำลังกายหรือวิ่งซ้ำเบาๆ หรือลดความเคร่งความหนักของการออกกำลังกายนี้ลง

ปวดขา ประคบร้อนหรือเย็นถึงจะดี ?
อาการปวดขาหลังการวิ่งควรจะประคบร้อนหรือเย็นนั้น ขึ้นอยู่กับอาการปวด หากปวดแบบเฉียบพลันขณะวิ่ง เพราะไม่ได้อุ่นร่างกายก่อน แนะนำให้ประคบเย็นบริเวณกล้ามเนื้อขาที่ปวด ประมาณ 3-5 นาที หรือประคบสลับกับหยุด ประคบไปเรื่อยๆ ก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ของเย็นที่แนะนำให้ใช้ ได้แก่ เจลเย็น ถุงเย็น แผ่นแปะเย็น ที่มีอุณหภูมิประมาณ11-15o C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ดี ที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อคืนสภาพได้เร็ว ในส่วนที่มีอาการปวดขาแบบเรื้อรัง แนะนำให้ประคบร้อนจะเห็นผลดีกว่า หรือจะประคบร้อนเย็นสลับกันก็สามารถทำได้ เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้เร็วขึ้น ช่วยรักาสมดุลของกล้ามเนื้อ

พฤติกรรมร้ายๆ ที่ทำลายสมองโดยไม่รู้ตัว

สมอง เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ๆ สำคัญมากของมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางการควบคุม เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยเส้นประสาทที่มีความซับซ้อนนับล้านๆ เส้นแล้ว หากสมองทำงานผิดปกติแล้ว ยังส่งผลไปถึงอวัยวะส่วนอื่นๆ และไม่สามารถหามาทดแทนได้อีกด้วย

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สมองถือเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย โดยมีหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหว การหายใจ เป็นต้น โดยทั้งนี้สมองจะมีหน้าที่ควบคุมและสั่งการให้ร่างกายให้ทำงานตามที่เราสั่งหรือคิดที่จะทำ เพื่อให้มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข โดยสมองมีการทำงานตลอดเวลา ดังนั้นการใส่ใจพฤติกรรมที่ควรปฏิบัติเพื่อให้สมองทำงานได้ดี จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีของสมอง และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมร้ายๆ ที่อาจทำลายสมอง

4 พฤติกรรมทำลายสมอง

  1. ความเครียด เป็นผลร้ายต่อสภาพจิตใจ และส่งผลกระทบต่อสมองทำให้เสียสมาธิ หรือบางคนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า
  2. สิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะ การที่นำพาตนเองไปอยู่ในที่ๆ เต็มไปด้วยมลภาวะ จะทำให้ร่างกายทำงานหนักขึ้นเนื่องจากออกซิเจนไม่บริสุทธิ์ หรืออาจไม่เพียงพอต่อสมอง ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการอยู่อาศัยในพื้นที่ที่อากาศไม่บริสุทธิ์ หรือเต็มไปด้วยภาวะมลพิษทางอากาศตลอดเวลา
  3. สูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำนอกจากทำให้เป็นมะเร็งปอดแล้ว ยังทำให้ร่างกายและสมองได้รับออกซิเจนลดลง และเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง
  4. โรคประจำตัว บางชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคสมองหลายโรค โรคหลอดเลือด ดังนั้น หากพบว่าตนเองมีโรคประจำตัว ควรรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสีย เพราะการรักษาเมื่อเกิดการทำลายของสมองแล้วจะไม่สามารถทำให้สมองกลับมาทำงานได้สมบรูณ์ตามปกติ และจิตใจจะทำงานผิดปกติไปด้วย

5 วิธีบำรุงสมอง
แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สมองยังมีความเกี่ยงข้องกับอารมณ์ การเรียนรู้ ทั้งนี้มนุษย์จึงควรหันมาใส่ใจพฤติกรรมพัฒนาสมอง โดยมี 5 พฤติกรรมดีดังนี้

  1. กินดี คือรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ลดอาหารบางจำพวกโดยเฉพาะอาหารทีมีน้ำตาลสูง ซึ่งจะเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมอง
  2. ออกกำลังกายดี การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายโดยรวมและหลอดเลือดแข็งแรง ไม่มีภาวะน้ำหนักเกิน
  3. นอนหลับพักผ่อนดี การที่เราสามารถที่จะนอนหลับพักผ่อนได้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายของเราทำงานได้ดีขึ้น ได้พักผ่อนสมอง และทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้น ดังนั้นควรมีเวลาพักผ่อนนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
  4. คิดดี การฝึกคิด ฝึกลงมือทำ จะช่วยให้สมองเกิดการเรียนรู้ และพัฒนากระบวนการคิดให้รวดเร็วขึ้น
  5. สนทนาดี การฝึกสนทนาพูดคุยกับคนอื่นๆ เป็นประจำ สม่ำเสมอ จะช่วยให้สมองได้มีการฝึกฝนแก้ปัญหา ส่วนคนที่เก็บตัว ไม่พบปะผู้คน พบว่าสมองมีกระบวนการทำงานในการแก้ปัญหาที่ช้าลง

มะเร็งเต้านม เสี่ยงเสียชีวิตสูง

“มะเร็งเต้านม” ภัยร้ายอันดับ 1 ที่ผู้หญิงไทยวิตกกังวล เมื่อตรวจพบว่าเป็นในระยะที่ 2 – 4 การพบแพทย์ให้เร็วที่สุด และเฝ้าระวังเป็นระยะ ๆ ช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้

มะเร็งเต้านม ภัยร้ายอันดับที่ 1 ของหญิงไทย
ศ.พญ. อิ่มใจ ชิตาพนารักษ์ หน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในการประชุมมะเร็งเต้านมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (4th Annual South East Asia Breast Cancer Symposium 2019: SEABCS) ว่า โรคมะเร็งเต้านมถือเป็นโรคมะเร็ง อันดับที่ 1 ในผู้หญิงไทย ทั้งยังมีเคสเกิดใหม่จากโรคมะเร็งเต้านม โดยประมาณ 30 รายต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ยสูงถึง 10 คนต่อวัน ผู้หญิงไทยที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ทุกช่วงอายุมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านได้ทุกคน และในช่วงกลุ่มที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปจะมีความเสี่ยงมากขึ้นอย่างชัดเจน

มะเร็งเต้านม เสี่ยงเสียชีวิตสูง เพราะมักไม่ได้รับการตรวจพบในระยะแรก
สาเหตุที่การตรวจโรคในระยะที่ 0 – 1 ไม่พบมากนัก สืบเนื่องมาจากวิธีการคัดกรองหรือตรวจโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้นนั้น จะต้องอาศัยการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ และการทำเมมโมแกรม เพื่อตรวจโรคในระยะเริ่มต้น ซึ่งโดยส่วนมากจะพบผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในระยะที่ 2 ถึง ระยะที่ 4 ซึ่งถือเป็นระยะลุกลามและแพร่กระจายของโรคแล้ว

เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “มะเร็งเต้านม”
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมอยู่ 3 ประการ ได้แก่

เมื่อเคยเป็นโรคมะเร็งเต้านมในระยะที่ 0 – 3 แล้วมีการรักษาจนหาย จะไม่กลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วควรจะต้องทำการตรวจการเกิดโรคซ้ำอย่างใกล้ชิดในระยะเวลา 2 ปีแรก และควรตรวจตามแพทย์นัดหมายใน 5 ปี และ 10 ปีเป็นระยะ เพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรคซ้ำ

ในบางกรณีผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแล้วจะมีความตื่นตระหนกและกลัวการเกิดโรคซ้ำ ซึ่งในความเป็นจริงแพทย์ขอแนะนำให้ อยู่อย่างระวัง แต่ไม่ระแวง ด้วยการพบแพทย์ตามที่นัดหมาย การหมั่นตรวจเช็คร่างกายหรือบริเวณที่เคยเกิดโรคมะเร็งเต้านม รวมไปถึงส่วนอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นการเฝ้าระวังโรคฯ

เมื่อมีการเกิดโรคซ้ำ หรือ มีอาการเสี่ยงเกิดโรคซ้ำแล้ว ไม่ไปพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษา แต่ปล่อยให้อาการลุกลาม เพราะกลัวการรักษาและผลข้างเคียงจากการรักษา

อันตรายของมะเร็งเต้านม ระยะที่ 4
สำหรับโรคมะเร็งเต้านม ระยะที่ 4 หรือ ระยะลุกลามและแพร่กระจาย คือระยะที่เซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปสู่อวัยวะภายในส่วนอื่นทำให้การควบคุมโรคเป็นไปได้ยาก และไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ โดยการแพร่กระจายโรคที่ถือเป็นกรณีเร่งด่วนทางการแพทย์และต้องได้รับการรักษาโดยด่วน ได้แก่ มะเร็งเต้านมที่มีการลุกลามไปเข้าสู่สมอง กระดูกไปจนถึงบริเวณไขสันหลัง หรือเข้าสู่หลอดเลือดหัวใจ ซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และต่อเนื่องจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและยืดอายุของผู้ป่วยให้อยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุข

วิธีป้องกัน-ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม
ผู้หญิงควรหมั่นเช็คร่างกายอย่างสม่ำเสมอ หรือเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการเฝ้าระวังโรค และสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงทีก่อนจะถึงระยะลุกลาม และในส่วนของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในระยะลุกลามและแพร่กระจาย ควรหมั่นพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี

ปวดหลังแก้ไม่หายหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ปวดหลังโดยไม่รู้ตัว

อาการปวดหลังไม่ได้เกิดขึ้นกับคนเฒ่าคนแก่อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ที่อาจกำลังทำร้ายกระดูกสันหลังของตัวเอง ผ่านนิสัย หรือพฤติกรรม ที่ก่อให้เกิดอาการ “ปวดหลัง” โดยไม่รู้ตัว หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหาปวดหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจลองเริ่มเช็คจากพฤติกรรมด้านล่างก่อนก็ได้ค่ะ

  • ยืน หรือเดินหลังค่อมอยู่เป็นประจำ
    นอกจากจะเกิดความโค้งงอของกระดูก จนกล้ามเนื้อพาลเกร็งค้างจนเมื่อยไปด้วยแล้ว ยังอาจมีอาการปวดลามมาถึงไหล่ และคอได้อีกด้วย

 

  • ยืนทิ้งน้ำหนักที่ขาข้างเดียว
    หากใครยืนนานๆ แล้วปวดขาข้างเดียว หรือปวดหลังร่วมด้วย นั่นเป็นเพราะคุณกำลังยืนลงน้ำหนักที่ขาข้างเดียวโดยไม่รู้ตัว ร่างกายจะเสียสมดุล และอาจปวดขา หรือทำให้ขาเป็นตะคริวได้

 

  • นั่งท่าเดิมนานๆ
    การอยู่ในอิริยาบถใด อิริยาบถหนึ่งนานๆ เช่น การนั่งอยู่ที่หน้าจอคอมนานๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถ อาจทำให้กล้ามเนื้อหลังล้า จนอาจมีอาการปวดอักเสบตามมาได้ หรือบางคนอาจถึงขั้นเป็นออฟฟิศซินโดรมเลยก็มี

 

  • นั่งไขว่ห้าง
    การนั่งไขว่ห้างนานๆ จะทำให้เกิดการกดทับของขาข้างใดข้างหนึ่ง จนอาจส่งผลกระทบถึงกระดูดสันหลัง และบริเวณอุ้งเชิงกราน ที่อาจคดงอ และปวดได้

 

  • นอนคว่ำเป็นประจำ
    การนอนคว่ำ ทำให้เราต้องแอ่นหลังโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะบริเวณเอว หากจำเป็นต้องนอนคว่ำ เช่น นอนขณะทำการนวดแผนโบราณอยู่ ควรจะบอกหมอนวด ให้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นนอนหงายบ้าง อย่านอนคว่ำนานๆ

 

  • ก้มตัวยกของหนัก
    ลองทำของตกพื้น แล้วก้มหลังหยิบดูสิ หากเป็นแค่ของเบาๆ ก็ไม่เท่าไร แต่หากเป็นของหนักๆ เช่น กระสอบข้าว ถังน้ำ ทำให้หลังต้องออกแรงมาก รับน้ำหนักมาก หากก้มตัวยกของหนักบ่อยๆ อาจมีอาการปวดหลังได้

 

  • สวมรองเท้าส้นสูง
    คุณผู้หญิงที่ต้องสวมรองเท้าส้มสูงเป็นประจำ คงรับรู้ถึงความเมื่อยเท้าไดดี โดยเฉพาะรองเท้าที่สูงกว่า 1 นิ้วครึ่งขึ้นไป ทางที่ดีควรเปลี่ยนเป็นรองเท้าที่ส้นไม่สูงนัก หรือสวมใส่ไม่นานจนเกิดอาการเมื่อย เพราะการเกร็งเท้าส่งผลให้กล้ามเนื้อหลัง และสะโพกต้องเกร็งตัว พยุงร่างกายไม่ให้ล้มไปข้างหน้า จนทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน

 

  • สะพายกระเป๋าใบใหญ่/หนัก
    การทำให้ไหล่ต้องรับน้ำหนักบ่อยๆ ส่งผลทำให้ปวดไหล่ ร่างกายต้องเอียงไปด้าตรงข้าม เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย กล้ามเนื้อหลังจึงทำงานหนักกว่าปกติ จนในที่สุดก็ปวดหลัง และปวดเอวตามลำดับ

 

  • มีน้ำหนักตัวมากเกินไป
    คนอ้วน มักมีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ หรือกระดูกมากกว่าคนผอม เพราะข้อต่อ กระดูก และหมอนรองกระดูกสันหลังต้องรัยภาระหนักตลอดเวลา จึงทำให้มีโอกาสที่กระดูกเสื่อมเร็วขึ้น จนมีอาการปวด

 

  • ที่นอนแข็ง หรือนุ่มเกินไป
    ที่นอนที่ไม่พอดีกับสรีระของเรา อาจทำให้กล้ามเนื้อ และกระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะคดงอ หรือโก่งตัวอยู่ตลอดทั้งคืน ดังนั้นคุณอาจนอนไม่สบาย และตื่นมาพร้อมอาการปวดหลังทุกเช้า

หากสำรวจตามสาเหตุดังกล่าวแล้ว ยังไม่พบว่าตัวเองมีอาการปวดหลังจากพฤติกรรมเหล่านี้ คุณควคปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ และทำการรักษาอย่างถูกวิธีจะดีกว่าค่ะ รีบไปตั้งแต่ยังปวดไม่มาก จะรักษาให้หายได้ง่าย และตรงจุดกว่านะคะ

ไขมันพอกตับ ไม่ว่าจะอ้วนหรือผอมก็เป็นได้ภัยเงียบที่ไม่รู้ตัว

ไขมันพอกตับ ไม่ว่าจะอ้วนหรือผอมก็เป็นได้ภัยเงียบที่ไม่รู้ตัว

ในปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าการรัปประทานอาหารหรืออาหารในปัจจุบันนั้นมีไขมันมากกว่าแต่ก่อนเยอะและคนในปัจจุบันมีการรับประทานอาหารจำพวกไขมันมากกว่าอดีตและยังขาดการออกกำลังกายจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนในปัจจุบีนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไขมันพอกตับมากขึ้นเรื่อยๆ

ไขมันพอกตับเป็นสภาวะที่ร่างกายไม่สามารถนำไขมันที่คนเรารับประทานเข้าไปออกมาใช้ได้หมด จนทำให้ไขมันนั้นสะสมอยู่ที่ตับเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยไขมันส่วนใหญ่ทั้งหมดนั้นเกิดจากการรับประทานอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมันนั้นเอง และไขมันพอกตับนั้นมีสาเหตุเกิดจากแอลกอฮอล์ สุรา แต่แอลกอฮอล์นั้นไม่ได้มีสาเหตุหลักที่ทำให้ไขมันพอกตับ แต่สาเหตุที่สำคัญคือ การกินหรือรับประทานอาหารจำพวกของมันหรือมันจัด อาหารหวาน หรืออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปนั้นเอง

อาหารเหล่านี้จะไปเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ในตับ และเมื่อมีจำนวนเยอะมากขึ้นเรื่อยๆร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้หมดจึงเกิดการสะสมขึ้นที่ตับในที่สุด ปัจจัยที่อาจจะทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับได้มากที่สุด คือ ภาวะอ้วน น้ำหนักตัวเกินกำหนด เบาหวาน และไขมันใรเลือดสูง รวนไปถึงโรคต่างๆ ของตับอีกด้วย เช่น ไวรัสตับอักเสบ บี เอ ซี การใช้ยาบางชนิดที่มีผลโดยตรงต่อตับ และภาวะที่มีเหล็กเกินในตับ เป็นต้น ถ้าหากอยากทราบว่าเรานั้นมีความเสี่ยงของภาวะไขมันพอกตับหรือไม่ ลองพิจารณาตามนี้ดู

น้ำตาลในเลือดสูงกว่าปริมาณปกติหรือสูงมากกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

ไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงหรือมากกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

ความดันโลหิตสูง นอกจากจะเป้นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจแล้วยังเป็นตัวกระตุ้นให้เป็นไขมันพอกตับอีกด้วย

รอบเอว ใช่แล้ว รอบเอวของผู้ชายและผู้หญิงนั้นเอง โดยผู้ชาย รอบเอวที่มากกว่า 40 นิ้ว และผู้หญิงรอบเอวมากกว่า 35 อาจเสี่ยงต่อสภาวะไขมันพอกตับด้วยนั้นเอง

เปลี่ยนความคิดเพื่อการลดน้ำหนักที่ดีขึ้น

ปัญหาน้ำหนักตัวที่วนเวียนกลับมาอยู่เรื่อย อาจเป็นผลมาจากความคิดในหัวเราก็ได้ ดังนั้นถ้าอยากเอาชนะไขมันรอบเอวแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต้องรู้วิธีเทรนสมองให้มาเข้าข้างเราค่ะ

เราทุกคนรู้ดีว่าเคล็ดลับการลดน้ำหนักคือกินอาหารที่ให้แคลอรีต่ำกว่าแคลอรีที่เราเบิร์นออกไป ทําตามนี้คุณจะมีสิทธิ์ใส่ยีนส์ตัวโปรดที่เคยใส่ตอนผอมได้ในเวลาไม่นาน แล้วทําไมไม่เห็นทุกคนจะผอมเพรียวหุ่นเป๊ะเหมือนซูเปอร์โมเดลอย่าง ไฮดี คลูม (Heidi Klum) เลยล่ะ นี่เป็นเพราะการคุมน้ำหนักไม่ให้เด้งกลับมาโยโย่อีกนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนับแคลอรีเข้าปากหรอกค่ะ สาวส่วนใหญ่มีความรู้ทางโภชนาการที่เน้นเพียงแค่นับจํานวนแคลอรีที่เข้าและออกจากร่างกายเท่านั้น แต่ยังขาดปัจจัยสําคัญที่มีผลต่อการลดน้ำหนักไปสองอย่างคือ “การเปลี่ยนแปลงความคิด และพฤติกรรม”

ถ้าจะอธิบายให้ง่ายขึ้นก็ต้องบอกว่า หากคุณไม่อยากหล่นจากสวรรค์ของคนหุ่นดี เวลาอกหักครั้งต่อไปคุณต้องฝึกสมองให้คิดเป็น การเลิกนิสัยการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพจะสําเร็จได้ก็ด้วยการท้าทายความคิด ความรู้สึก และปฏิกิริยาตอบสนองที่เราเคยทําซ้ำๆมาตลอดชีวิต เราไม่อยากพูดให้เป็นทฤษฎีจิตวิทยามากเกินไป แต่หมอและผู้เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนักหลายคนเห็นตรงกันว่า ถ้าอยากลดรอบเอวได้ถาวร เราจําเป็นต้องเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของเรากับอาหาร หมายถึงเราต้องมีสติรู้ว่าตัวเองกําลังกินตามอารมณ์ และตั้งเป้าเลิกพฤติกรรมนี้ให้ได้ นอกจากนั้นยังต้องฝึกใจตัวเองให้คุ้นชินกับพฤติกรรมการกินที่ดีต่อสุขภาพด้วย
นักจิตวิทยาพฤติกรรมพบว่า หากเลิกคิดอะไรในแง่ลบไปที่ละเรื่อง เราสามารถเปลี่ยนนิสัยให้กลายเป็นคนคิดบวกได้ พฤติกรรมการกินก็เหมือนกัน มาลองทําตามเคล็ดลับดีๆและแบบฝึกหัดที่เรานํามาฝาก จะได้ไม่ต้องแจ้นไปปรึกษาจิตแพทย์ให้เปลืองเวลา

เผชิญหน้ากับความรู้สึกที่แท้จริง

กางเกงเริ่มคับหลังจากคุณงอนเพื่อนซี้ใช่หรือเปล่า นี่เป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะผู้หญิงมักใช้อาหารปลอบใจตัวเองเวลาเจอปัญหา สาวๆมีโอกาสที่จะกินไม่ยังเมื่อรู้สึกเศร้ามากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า อย่างไรก็ดี เวลาอารมณ์ไม่ดีผู้หญิงจะเลือกกินอาหารที่มีน้ำตาลเยอะๆ เพราะอาหารคาร์โบไฮเดรตสูงจะช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่ปรับอารมณ์ให้มีความสุข สมองเราพบว่าเมื่อได้กินคาร์โบไฮเดรตแล้วน้ำตาลถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย สมองของบางคนจะเกิดภาวะสุขสุดขีดเหมือนๆกับเวลาที่คนติดยาได้เสพยา ดังนั้นคราวต่อไปที่คุณอยากฉีดทอฟฟี คาราเมลเข้าเส้นสักกล่อง หยุดสักนิดและถามตัวเองว่าตอนนี้อารมณ์คุณเป็นอย่างไรและทําไมถึงเป็นอย่างนั้น อย่างเช่น “รู้สึกอายมาก เพราะเจ้านายตําหนิฉันในที่ประชุมพนักงาน” เขียนประโยคนี้ลงบนกระดาษ พร้อมกับเขียนสิ่งที่ทําแล้วช่วยให้รู้สึกดีขึ้น เวลาโมโห เศร้า หรือวิตกกังวล ห้ามเขียนว่ากินไอศกรีมแล้วหายเศร้านะ บางทีคุณอาจนึกอยากจะจัดการยายปากมากที่เมาธ์ให้เพื่อนฟังว่าคุณตดตอนเล่นโยคะท่ายืนด้วย ไม่งั้นก็ไปปั่นจักรยานเพลินๆ นั่งดูหนังเรืองใหม่หรือเล่นเกมเศรษฐีกับลูก พกกระดาษแผ่นนี้ติดตัวไว้ คราวหลังใครพูดจาไม่เข้าหู คุณจะได้ใช้มันให้เป็นประโยชน์

มองให้ออกว่าใครคือศัตรูความผอม

1. คนที่ฉันรู้สึกสนิทมากที่สุดสามคน คือใคร?
2. เอ…ฉันมีพฤติกรรมการกินอย่างไร ก่อนหลังและตอนที่เจอสามคนนี้?
3. ฉันคาดหวังอะไรจากสามคนนี้? (เช่นแฟนใส่ใจพอไหมในวันที่กําลังเซ็งและอยากระบายให้ฟัง เขายอมปิดทีวีแล้วหันมาคุยด้วยเมื่อฉันอยากคุยรึเปล่า?)
4. คําถามสุดท้ายคือ เมื่อคนนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ ฉันควรทําอย่างไร โดยไม่ให้ส่งผลเสียกับแผนลดน้ำหนัก

คุณอาจฟิวส์ขาดเมื่อแม่พยายามโทรมาคุยเล่นในวันงานยุ่ง หรืออาจจะรู้สึกผิดทุกทีที่ไปดริงก์มาการิต้ากับเพื่อนซี้ พอรู้ปัญหาแล้วให้รับมือกับมัน เช่น ดูให้ดีก่อนรับสายว่าใครโทรมา ถ้าเกิดเป็นสายจากแม่ คุณอาจจะโทรกลับตอนที่มีเวลาคุยก็ได้ หรือชวนเพื่อนไปกินอะไรเบาๆ เช่น จิบค็อกเทล

อาหารเพื่อสุขภาพจาก 5 ประเทศ

คนไทยเองก็ถือว่าเป็นชาติหนึ่งที่มีอาหารการกินที่หลากหลาย และมีแต่อาหารที่ทำให้สุขภาพดีทั้งนั้น เช่น ผักสดจิ้มน้ำพริก หรือน้ำสมุนไพรต่างๆ แต่ชาติอื่นๆ เขาก็มีอาหาร และวิธีการกินที่ช่วยให้เขามีสุขภาพที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน

  1. กินอาหารหลากหลาย ครบหมู่ และไม่ปะปนกัน เหมือนคนญี่ปุ่น

กินอาหารหลากหลาย ครบหมู่ และไม่ปะปนกัน เหมือนคนญี่ปุ่น
หากลองสังเกตดู เมื่อเราสั่งอาหารญี่ปุ่น จะมี side dish หรืออาหารจานเล็กจานน้อยเสิร์ฟมากินควบคู่ไปด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นผักดองสองสามชิ้นที่ช่วยเพิ่มรสชาติ หรือตัดเลี่ยนให้กับอาหารเมนูจานหลักในวันนั้น ไหนจะมีจานที่ใส่ผักสลัดสดๆ มาให้กินอย่างสดชื่น หรือจะซุปมิโสะใส่เต้าหู้ และซอสมิโสะที่หมักมาอย่างเข้มข้น นอกจากนี้บางร้านยังตบท้ายด้วยไข่ตุ๋น และผลไม้เพื่อปิดมื้ออาหาร ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอาหารญี่ปุ่นที่จัดเป็นเซ็ตจะมีครบทั้ง 5 หมู่ และมีรสชาติที่หลากหลาย นอกจากนี้การจัดเสิร์ฟเป็นเซ็ตยังทำให้ทุกคนได้กินอาหารของใครของมัน ไม่ปะปนกัน จึงไม่เสี่ยงแพร่เชื้อโรคติดต่อผ่านการกินอาหารร่วมกันนั่นเอง

คนไทยก็สามารถหลีกเลี่ยงการติดโรคจากการรับประทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกันได้ด้วยการใช้ช้อนกลางทุกครั้ง ไม่ว่าจะกินกับเพื่อนสนิท หรือกับคนในครอบครัวก็ตาม

2. กินอาหารเสริมพรีไบโอติกส์ เหมือนคนเกาหลี

กินอาหารเสริมพรีไบโอติกส์ เหมือนคนเกาหลี
อาหารประจำชาติเกาหลีที่เราได้รับประทานทุกครั้งที่เดินทางไปประเทศเกาหลี หรือกินอาหารเกาหลีในร้าน คงหนีไม่พ้น “กิมจิ” เจ้าผักดองสีส้มนี้ไม่ได้กินกันเพื่อเสริมรสชาติให้อาหารเพียงอย่างเดียว แต่อาหารหมักดองนี้ยังมีพรีไบโอติกส์ที่ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย เหมือนที่เรากินโยเกิร์ตที่หมักมาจากนมอีกด้วย ดังนั้นหากคุณไม่ใช่สายโยเกิร์ต จะลองกินกิมจิระหว่างมื้ออาหารดูบ้างก็ได้ หรือรับประทานอาหารที่มีพรีไบโอติกส์อื่นๆ เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว หรือเต้าเจี้ยว เครื่องดื่มจากถั่วเหลือง เป็นต้น รับรองว่าอาการท้องผูกไม่มาย่างกรายแน่นอน


3. กินอาหารสดใกล้ตัว เหมือนชาวนอร์ดิก

กินอาหารสดใกล้ตัว เหมือนชาวนอร์ดิก
ชาวนอร์ดิก หมายถึงกลุ่มชนชาติเดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน รวมถึงกรีนแลนด์ หมู่เกาะแฟโร และหมู่เกาะโอลันด์ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประเทศเหล่านี้นิยมรับประทานอาหารตามท้องถิ่่นที่สดใหม่ ไม่ต้องผ่านการแปรรูป และกินอาหารตามฤดูกาล ดังนั้นพวกเขาจึงนิยมรับประทานอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์สดๆ ที่ไม่เก็บไว้นาน หรือไม่ต้องแปรรูป เช่น เนื้อปลา อาหารทะเล รวมถึงผักผลไม้ก็นิยมกินตามฤดูกาล และเป็นผักผลไม้ท้องถิ่นที่หาได้ในประเทศของพวกเขาเอง ดังนั้นจึงลดความเสี่ยงในการรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปที่เสี่ยงโรคมะเร็ง ไต และอื่นๆ และยังลดความเสี่ยงในการเป็นโรคที่มาจากการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาล หรือเกลือสูงจากการหมักดองอีกด้วย

 

4. กินธัญพืช เหมือนคนแอฟริกาตะวันตก

กินธัญพืช เหมือนคนแอฟริกาตะวันตก
คนแอฟริกันตะวันตก หรือคนในแถบประเทศมาลี เซเนกัล ชาด และเซียร์ราลีโอน นิยมกินธัญพืชอย่าง ข้าวหุงสีเหลือง หรือที่เรียกว่า Jollof Rice ร่วมกับสตูว์ถั่ว ปลารมควัน และแยม นอกจากนี้ยังมีเนื้อไม่ติดมัน ผักผลไม้ และธัญพืชต่างๆ อีกนานาชนิด การรับประทานถั่ว และธัญพืชต่างๆ ทำให้ได้สารอาหารมากชึ้น มีกากใยอาหารมากเพียงพอที่จะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น มีโอเมก้า 3 มีแคลอรี่ต่ำ ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และยังรับประทานอาหารแปรรูปน้อยอีกด้วย

 

5. กินไม่เยอะ แบบคนฝรั่งเศส

กินไม่เยอะ แบบคนฝรั่งเศส
อาจฟังดูเหมือนประชด แต่จริงๆ แล้วชนชาติฝรั่งเศส รวมถึงชนชาติยุโรปบางประเทศ มีวัฒนธรรมในการกินอาหารแบบฟูลคอร์ส ที่เริ่มด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย ต่อด้วยอาหารจานหลัก และค่อยตบท้ายด้วยของหวาน และอาหารในแต่ละอย่างจะค่อยๆ เสิร์ฟเรียงตามลำดับโดยในร้านอาหารบางแห่งใช้เวลาในการเสิร์ฟในมื้อนั้นๆ ทั้งคืน เริ่มกินตอน 1 ทุ่มอาจจะไปกินเสร็จเอาตาม 3-4 ทุ่มได้ แต่ถึงแม้ว่าจะกินดึกขนาดนั้น ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาอ้วนแต่อย่างใด เพราะแม้ว่าจะเป็นชนชาติที่ชอบกินขนมปัง ชีส และเบเกอรี่ต่างๆ มากแค่ไหน แต่พวกเขาจะไม่รับประทานในปริมาณที่มากจนเกินอิ่ม กล่าวคือ เราจะเห็นเขาจัดมาให้เรากินเพียงไม่กี่คำเพื่อให้รู้รสชาติในเมนูเรียกน้ำย่อย จัดเต็มสำหรับอาหารหลักโดยเน้นโปรตีนมากกว่าคาร์โบไฮเดรต รับประทานคู่ไปกับเครื่องดื่ม และตบท้ายด้วยของหวานที่รับประทานไม่กี่คำก็หมด เพราะเป็นชนชาติที่เน้นดื่มด่ำกับรสชาติ การจัดจาน บรรยากาศระหว่างรับประทาน มากกว่าปริมาณนั่นเอง จะหาร้านอาหารบุฟเฟ่ต์เปิดทุกหัวมุมซอยแบบบ้านเรานั้นยากมาก

นอกจากนี้ชาวฝรั่งเศสยังนิยมรับประทานอาหารจากวัตถุดิบสดใหม่ รวมถึงถั่ว น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ที่เป็นไขมันดีให้กับร่างกายด้วยเช่นกัน

วิตามินอี มีประโยชน์อย่างไร

วิตามินอี เป็นสารที่จำเป็นต่อร่างกายในด้านสุขภาพ อีกทั้งยังมีประโยชน์ด้านความงาม และเพื่อการเสริมวิตามินอีที่ถูกต้องเหมาะสม จึงควรทำความเข้าใจให้มากขึ้น เกี่ยวกับความต้องการวิตามินอีในร่างกาย และการรับประทานอาหารเสริมวิตามินอีที่เพียงพอ รวมถึงประโยชน์ของวิตามินอีในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ ยา อาหาร และเครื่องสำอาง

รู้จักกับวิตามินอี

วิตามินอี เป็นหนึ่งในวิตามินที่ละลายในไขมันได้ดี ร่างกายจำเป็นต้องใช้วิตามินอีเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ประโยชน์ของวิตามินอีคือป้องกันการแตกของเม็ดเลือด ป้องกันการอุดตันของเม็ดเลือด ต่อต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันการอักเสบ

รูปแบบของวิตามิน

มีความหลากหลายมาก อาทิ ยาน้ำ แคปซูลชนิดนิ่ม อาหารทางการแพทย์ นมทางการแพทย์ วิตามินรวมซึ่งมีวิตามินอีประกอบอยู่ด้วย ครีมทาผิว โลชั่นบำรุงผิว และอื่น ๆ นอกจากนี้วิตามินอียังมีอยู่ในอาหารธรรมชาติ โดยเฉพาะในผักและผลไม้

ความต้องการวิตามินอีของร่างกาย

ร่างกายคนทั่วไปต้องการวิตามินอีวันละ 10 IU
หากเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี และรับประทานอาหารครบ 5 หมู่เป็นประจำ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดวิตามินอี
ในบางรายอาจต้องการวิตามินอีมากกว่าคนทั่วไป เช่น คนที่มีปัญหาการดูดซึมวิตามินอี เป็นต้น
วิตามินอีมีอยู่ในอาหารชนิดใดบ้าง

วิตามินอี สามารถหาได้จากอาหารธรรมชาติหลายอย่าง เช่น ไข่ พืช ผัก ผลไม้ อาหารจำพวกถั่ว นอกจากนี้ยังมีอยู่ในน้ำมันที่มีส่วนผสมของถั่ว อาทิ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินอี

วิตามินอีในรูปแบบยา ช่วยรักษาโรคต่าง ๆ เช่น โรคขาดวิตามินอีในเด็ก ไปจนถึงโรคที่มีการนำวิตามินอีไปใช้นอกข้อบ่งใช้หลัก เช่น โรคปวดปลายประสาทจากการติดเชื้องูสวัด และโรคอัลไซเมอร์
วิตามินอีในรูปแบบอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ใช้เป็นสารกันหืนในอาหาร และใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงร่างกาย
วิตามินอีในรูปแบบเครื่องสำอาง ใช้เป็นครีมบำรุงผิว เป็นสารกันหืน สารให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ใช้ผสมในครีมกันแดด เนื่องจากวิตามินอีสามารถกรองรังสี UVB ได้
ข้อควรระวัง

หากมีโรคประจำตัวที่มียาทานประจำอยู่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้งว่าสามารถทานวิตามินอีเพื่อเป็นการเสริมอาหารได้หรือไม่ เพื่อตรวจสอบว่ายาที่รับประทานอยู่เดิมกับวิตามินอีนั้นมีอันตรกิริยาต่อกันหรือไม่ ทั้งนี้ยกตัวอย่างเช่น ยาบางกลุ่มอาจเกิด “ยาตีกัน” กับวิตามินอีได้ เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านไวรัส ยาเคมีบำบัดหรือยากดภูมิเป็นต้น ซึ่งผลที่ตามมาอาจทำให้ยาที่ใช้อยู่ไม่ได้ผล เกิดอาการเลือดออกผิดปกติ หรืออาการข้างเคียงอื่น ๆ ได้

บำรุงผิวด้วยวิตามินอีแบบกินและแบบทา

วิตามินอีแบบกินเริ่มบำรุงผิวหลังกินไป 7-10 วัน
วิตามินอีแบบทาทำปฏิกิริยากับผิวทันที แต่ซึมลงบนผิวหนังชั้นบนเท่านั้น ไม่ซึมเข้าสู่ผิวหนังชั้นลึก
สามารถบำรุงผิวด้วยวิตามินอีทั้งแบบกินและทาควบคู่กันได้
อาการของคนที่ขาดวิตามินอี

อาการที่สังเกตได้คือเรื่องประสาทการรับสัมผัส ผู้ที่ขาดวิตามินอีจะรู้สึกชา ส่วนอาการอื่น ๆ ที่เกิดจากการขาดวิตามินอี ได้แก่ ความผิดปกติทางระบบประสาท ระบบเลือด ระบบสืบพันธุ์

อาการของคนที่ได้รับวิตามินอีมากเกินไป

โดยปกติร่างกายคนเราจะสามารถทนกับวิตามินอีได้ค่อนข้างสูง และจะได้รับผลข้างเคียงเมื่อรับวิตามินอีที่ 800 IU อาการแสดงคือคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย อ่อนเพลีย มึนงง

การเก็บรักษาวิตามินอี

เก็บอาหารเสริมไว้ในภาชนะกันแสง หลีกเลี่ยงที่ร้อนชื้นและที่เย็นจัด หากนำไว้ในตู้เย็นใต้ช่องฟรีซจะทำให้เสื่อมเร็ว
วิตามินอีในผักผลไม้ หากนำไปปรุงสุกจะทำลายวิตามินอีให้เหลือน้อยลง รวมถึงการนำผลไม้ไปแช่แข็งก็เช่นกัน ทำให้วิตามินอีมีน้อยกว่าในผลไม้สด