ปวดหลังแก้ไม่หายหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ปวดหลังโดยไม่รู้ตัว

อาการปวดหลังไม่ได้เกิดขึ้นกับคนเฒ่าคนแก่อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ที่อาจกำลังทำร้ายกระดูกสันหลังของตัวเอง ผ่านนิสัย หรือพฤติกรรม ที่ก่อให้เกิดอาการ “ปวดหลัง” โดยไม่รู้ตัว หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหาปวดหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจลองเริ่มเช็คจากพฤติกรรมด้านล่างก่อนก็ได้ค่ะ

  • ยืน หรือเดินหลังค่อมอยู่เป็นประจำ
    นอกจากจะเกิดความโค้งงอของกระดูก จนกล้ามเนื้อพาลเกร็งค้างจนเมื่อยไปด้วยแล้ว ยังอาจมีอาการปวดลามมาถึงไหล่ และคอได้อีกด้วย

 

  • ยืนทิ้งน้ำหนักที่ขาข้างเดียว
    หากใครยืนนานๆ แล้วปวดขาข้างเดียว หรือปวดหลังร่วมด้วย นั่นเป็นเพราะคุณกำลังยืนลงน้ำหนักที่ขาข้างเดียวโดยไม่รู้ตัว ร่างกายจะเสียสมดุล และอาจปวดขา หรือทำให้ขาเป็นตะคริวได้

 

  • นั่งท่าเดิมนานๆ
    การอยู่ในอิริยาบถใด อิริยาบถหนึ่งนานๆ เช่น การนั่งอยู่ที่หน้าจอคอมนานๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถ อาจทำให้กล้ามเนื้อหลังล้า จนอาจมีอาการปวดอักเสบตามมาได้ หรือบางคนอาจถึงขั้นเป็นออฟฟิศซินโดรมเลยก็มี

 

  • นั่งไขว่ห้าง
    การนั่งไขว่ห้างนานๆ จะทำให้เกิดการกดทับของขาข้างใดข้างหนึ่ง จนอาจส่งผลกระทบถึงกระดูดสันหลัง และบริเวณอุ้งเชิงกราน ที่อาจคดงอ และปวดได้

 

  • นอนคว่ำเป็นประจำ
    การนอนคว่ำ ทำให้เราต้องแอ่นหลังโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะบริเวณเอว หากจำเป็นต้องนอนคว่ำ เช่น นอนขณะทำการนวดแผนโบราณอยู่ ควรจะบอกหมอนวด ให้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นนอนหงายบ้าง อย่านอนคว่ำนานๆ

 

  • ก้มตัวยกของหนัก
    ลองทำของตกพื้น แล้วก้มหลังหยิบดูสิ หากเป็นแค่ของเบาๆ ก็ไม่เท่าไร แต่หากเป็นของหนักๆ เช่น กระสอบข้าว ถังน้ำ ทำให้หลังต้องออกแรงมาก รับน้ำหนักมาก หากก้มตัวยกของหนักบ่อยๆ อาจมีอาการปวดหลังได้

 

  • สวมรองเท้าส้นสูง
    คุณผู้หญิงที่ต้องสวมรองเท้าส้มสูงเป็นประจำ คงรับรู้ถึงความเมื่อยเท้าไดดี โดยเฉพาะรองเท้าที่สูงกว่า 1 นิ้วครึ่งขึ้นไป ทางที่ดีควรเปลี่ยนเป็นรองเท้าที่ส้นไม่สูงนัก หรือสวมใส่ไม่นานจนเกิดอาการเมื่อย เพราะการเกร็งเท้าส่งผลให้กล้ามเนื้อหลัง และสะโพกต้องเกร็งตัว พยุงร่างกายไม่ให้ล้มไปข้างหน้า จนทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน

 

  • สะพายกระเป๋าใบใหญ่/หนัก
    การทำให้ไหล่ต้องรับน้ำหนักบ่อยๆ ส่งผลทำให้ปวดไหล่ ร่างกายต้องเอียงไปด้าตรงข้าม เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย กล้ามเนื้อหลังจึงทำงานหนักกว่าปกติ จนในที่สุดก็ปวดหลัง และปวดเอวตามลำดับ

 

  • มีน้ำหนักตัวมากเกินไป
    คนอ้วน มักมีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ หรือกระดูกมากกว่าคนผอม เพราะข้อต่อ กระดูก และหมอนรองกระดูกสันหลังต้องรัยภาระหนักตลอดเวลา จึงทำให้มีโอกาสที่กระดูกเสื่อมเร็วขึ้น จนมีอาการปวด

 

  • ที่นอนแข็ง หรือนุ่มเกินไป
    ที่นอนที่ไม่พอดีกับสรีระของเรา อาจทำให้กล้ามเนื้อ และกระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะคดงอ หรือโก่งตัวอยู่ตลอดทั้งคืน ดังนั้นคุณอาจนอนไม่สบาย และตื่นมาพร้อมอาการปวดหลังทุกเช้า

หากสำรวจตามสาเหตุดังกล่าวแล้ว ยังไม่พบว่าตัวเองมีอาการปวดหลังจากพฤติกรรมเหล่านี้ คุณควคปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ และทำการรักษาอย่างถูกวิธีจะดีกว่าค่ะ รีบไปตั้งแต่ยังปวดไม่มาก จะรักษาให้หายได้ง่าย และตรงจุดกว่านะคะ

ไขมันพอกตับ ไม่ว่าจะอ้วนหรือผอมก็เป็นได้ภัยเงียบที่ไม่รู้ตัว

ไขมันพอกตับ ไม่ว่าจะอ้วนหรือผอมก็เป็นได้ภัยเงียบที่ไม่รู้ตัว

ในปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าการรัปประทานอาหารหรืออาหารในปัจจุบันนั้นมีไขมันมากกว่าแต่ก่อนเยอะและคนในปัจจุบันมีการรับประทานอาหารจำพวกไขมันมากกว่าอดีตและยังขาดการออกกำลังกายจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนในปัจจุบีนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไขมันพอกตับมากขึ้นเรื่อยๆ

ไขมันพอกตับเป็นสภาวะที่ร่างกายไม่สามารถนำไขมันที่คนเรารับประทานเข้าไปออกมาใช้ได้หมด จนทำให้ไขมันนั้นสะสมอยู่ที่ตับเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยไขมันส่วนใหญ่ทั้งหมดนั้นเกิดจากการรับประทานอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมันนั้นเอง และไขมันพอกตับนั้นมีสาเหตุเกิดจากแอลกอฮอล์ สุรา แต่แอลกอฮอล์นั้นไม่ได้มีสาเหตุหลักที่ทำให้ไขมันพอกตับ แต่สาเหตุที่สำคัญคือ การกินหรือรับประทานอาหารจำพวกของมันหรือมันจัด อาหารหวาน หรืออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปนั้นเอง

อาหารเหล่านี้จะไปเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ในตับ และเมื่อมีจำนวนเยอะมากขึ้นเรื่อยๆร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้หมดจึงเกิดการสะสมขึ้นที่ตับในที่สุด ปัจจัยที่อาจจะทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับได้มากที่สุด คือ ภาวะอ้วน น้ำหนักตัวเกินกำหนด เบาหวาน และไขมันใรเลือดสูง รวนไปถึงโรคต่างๆ ของตับอีกด้วย เช่น ไวรัสตับอักเสบ บี เอ ซี การใช้ยาบางชนิดที่มีผลโดยตรงต่อตับ และภาวะที่มีเหล็กเกินในตับ เป็นต้น ถ้าหากอยากทราบว่าเรานั้นมีความเสี่ยงของภาวะไขมันพอกตับหรือไม่ ลองพิจารณาตามนี้ดู

น้ำตาลในเลือดสูงกว่าปริมาณปกติหรือสูงมากกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

ไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงหรือมากกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

ความดันโลหิตสูง นอกจากจะเป้นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจแล้วยังเป็นตัวกระตุ้นให้เป็นไขมันพอกตับอีกด้วย

รอบเอว ใช่แล้ว รอบเอวของผู้ชายและผู้หญิงนั้นเอง โดยผู้ชาย รอบเอวที่มากกว่า 40 นิ้ว และผู้หญิงรอบเอวมากกว่า 35 อาจเสี่ยงต่อสภาวะไขมันพอกตับด้วยนั้นเอง

เปลี่ยนความคิดเพื่อการลดน้ำหนักที่ดีขึ้น

ปัญหาน้ำหนักตัวที่วนเวียนกลับมาอยู่เรื่อย อาจเป็นผลมาจากความคิดในหัวเราก็ได้ ดังนั้นถ้าอยากเอาชนะไขมันรอบเอวแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต้องรู้วิธีเทรนสมองให้มาเข้าข้างเราค่ะ

เราทุกคนรู้ดีว่าเคล็ดลับการลดน้ำหนักคือกินอาหารที่ให้แคลอรีต่ำกว่าแคลอรีที่เราเบิร์นออกไป ทําตามนี้คุณจะมีสิทธิ์ใส่ยีนส์ตัวโปรดที่เคยใส่ตอนผอมได้ในเวลาไม่นาน แล้วทําไมไม่เห็นทุกคนจะผอมเพรียวหุ่นเป๊ะเหมือนซูเปอร์โมเดลอย่าง ไฮดี คลูม (Heidi Klum) เลยล่ะ นี่เป็นเพราะการคุมน้ำหนักไม่ให้เด้งกลับมาโยโย่อีกนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนับแคลอรีเข้าปากหรอกค่ะ สาวส่วนใหญ่มีความรู้ทางโภชนาการที่เน้นเพียงแค่นับจํานวนแคลอรีที่เข้าและออกจากร่างกายเท่านั้น แต่ยังขาดปัจจัยสําคัญที่มีผลต่อการลดน้ำหนักไปสองอย่างคือ “การเปลี่ยนแปลงความคิด และพฤติกรรม”

ถ้าจะอธิบายให้ง่ายขึ้นก็ต้องบอกว่า หากคุณไม่อยากหล่นจากสวรรค์ของคนหุ่นดี เวลาอกหักครั้งต่อไปคุณต้องฝึกสมองให้คิดเป็น การเลิกนิสัยการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพจะสําเร็จได้ก็ด้วยการท้าทายความคิด ความรู้สึก และปฏิกิริยาตอบสนองที่เราเคยทําซ้ำๆมาตลอดชีวิต เราไม่อยากพูดให้เป็นทฤษฎีจิตวิทยามากเกินไป แต่หมอและผู้เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนักหลายคนเห็นตรงกันว่า ถ้าอยากลดรอบเอวได้ถาวร เราจําเป็นต้องเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของเรากับอาหาร หมายถึงเราต้องมีสติรู้ว่าตัวเองกําลังกินตามอารมณ์ และตั้งเป้าเลิกพฤติกรรมนี้ให้ได้ นอกจากนั้นยังต้องฝึกใจตัวเองให้คุ้นชินกับพฤติกรรมการกินที่ดีต่อสุขภาพด้วย
นักจิตวิทยาพฤติกรรมพบว่า หากเลิกคิดอะไรในแง่ลบไปที่ละเรื่อง เราสามารถเปลี่ยนนิสัยให้กลายเป็นคนคิดบวกได้ พฤติกรรมการกินก็เหมือนกัน มาลองทําตามเคล็ดลับดีๆและแบบฝึกหัดที่เรานํามาฝาก จะได้ไม่ต้องแจ้นไปปรึกษาจิตแพทย์ให้เปลืองเวลา

เผชิญหน้ากับความรู้สึกที่แท้จริง

กางเกงเริ่มคับหลังจากคุณงอนเพื่อนซี้ใช่หรือเปล่า นี่เป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะผู้หญิงมักใช้อาหารปลอบใจตัวเองเวลาเจอปัญหา สาวๆมีโอกาสที่จะกินไม่ยังเมื่อรู้สึกเศร้ามากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า อย่างไรก็ดี เวลาอารมณ์ไม่ดีผู้หญิงจะเลือกกินอาหารที่มีน้ำตาลเยอะๆ เพราะอาหารคาร์โบไฮเดรตสูงจะช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่ปรับอารมณ์ให้มีความสุข สมองเราพบว่าเมื่อได้กินคาร์โบไฮเดรตแล้วน้ำตาลถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย สมองของบางคนจะเกิดภาวะสุขสุดขีดเหมือนๆกับเวลาที่คนติดยาได้เสพยา ดังนั้นคราวต่อไปที่คุณอยากฉีดทอฟฟี คาราเมลเข้าเส้นสักกล่อง หยุดสักนิดและถามตัวเองว่าตอนนี้อารมณ์คุณเป็นอย่างไรและทําไมถึงเป็นอย่างนั้น อย่างเช่น “รู้สึกอายมาก เพราะเจ้านายตําหนิฉันในที่ประชุมพนักงาน” เขียนประโยคนี้ลงบนกระดาษ พร้อมกับเขียนสิ่งที่ทําแล้วช่วยให้รู้สึกดีขึ้น เวลาโมโห เศร้า หรือวิตกกังวล ห้ามเขียนว่ากินไอศกรีมแล้วหายเศร้านะ บางทีคุณอาจนึกอยากจะจัดการยายปากมากที่เมาธ์ให้เพื่อนฟังว่าคุณตดตอนเล่นโยคะท่ายืนด้วย ไม่งั้นก็ไปปั่นจักรยานเพลินๆ นั่งดูหนังเรืองใหม่หรือเล่นเกมเศรษฐีกับลูก พกกระดาษแผ่นนี้ติดตัวไว้ คราวหลังใครพูดจาไม่เข้าหู คุณจะได้ใช้มันให้เป็นประโยชน์

มองให้ออกว่าใครคือศัตรูความผอม

1. คนที่ฉันรู้สึกสนิทมากที่สุดสามคน คือใคร?
2. เอ…ฉันมีพฤติกรรมการกินอย่างไร ก่อนหลังและตอนที่เจอสามคนนี้?
3. ฉันคาดหวังอะไรจากสามคนนี้? (เช่นแฟนใส่ใจพอไหมในวันที่กําลังเซ็งและอยากระบายให้ฟัง เขายอมปิดทีวีแล้วหันมาคุยด้วยเมื่อฉันอยากคุยรึเปล่า?)
4. คําถามสุดท้ายคือ เมื่อคนนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ ฉันควรทําอย่างไร โดยไม่ให้ส่งผลเสียกับแผนลดน้ำหนัก

คุณอาจฟิวส์ขาดเมื่อแม่พยายามโทรมาคุยเล่นในวันงานยุ่ง หรืออาจจะรู้สึกผิดทุกทีที่ไปดริงก์มาการิต้ากับเพื่อนซี้ พอรู้ปัญหาแล้วให้รับมือกับมัน เช่น ดูให้ดีก่อนรับสายว่าใครโทรมา ถ้าเกิดเป็นสายจากแม่ คุณอาจจะโทรกลับตอนที่มีเวลาคุยก็ได้ หรือชวนเพื่อนไปกินอะไรเบาๆ เช่น จิบค็อกเทล

อาหารเพื่อสุขภาพจาก 5 ประเทศ

คนไทยเองก็ถือว่าเป็นชาติหนึ่งที่มีอาหารการกินที่หลากหลาย และมีแต่อาหารที่ทำให้สุขภาพดีทั้งนั้น เช่น ผักสดจิ้มน้ำพริก หรือน้ำสมุนไพรต่างๆ แต่ชาติอื่นๆ เขาก็มีอาหาร และวิธีการกินที่ช่วยให้เขามีสุขภาพที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน

  1. กินอาหารหลากหลาย ครบหมู่ และไม่ปะปนกัน เหมือนคนญี่ปุ่น

กินอาหารหลากหลาย ครบหมู่ และไม่ปะปนกัน เหมือนคนญี่ปุ่น
หากลองสังเกตดู เมื่อเราสั่งอาหารญี่ปุ่น จะมี side dish หรืออาหารจานเล็กจานน้อยเสิร์ฟมากินควบคู่ไปด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นผักดองสองสามชิ้นที่ช่วยเพิ่มรสชาติ หรือตัดเลี่ยนให้กับอาหารเมนูจานหลักในวันนั้น ไหนจะมีจานที่ใส่ผักสลัดสดๆ มาให้กินอย่างสดชื่น หรือจะซุปมิโสะใส่เต้าหู้ และซอสมิโสะที่หมักมาอย่างเข้มข้น นอกจากนี้บางร้านยังตบท้ายด้วยไข่ตุ๋น และผลไม้เพื่อปิดมื้ออาหาร ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอาหารญี่ปุ่นที่จัดเป็นเซ็ตจะมีครบทั้ง 5 หมู่ และมีรสชาติที่หลากหลาย นอกจากนี้การจัดเสิร์ฟเป็นเซ็ตยังทำให้ทุกคนได้กินอาหารของใครของมัน ไม่ปะปนกัน จึงไม่เสี่ยงแพร่เชื้อโรคติดต่อผ่านการกินอาหารร่วมกันนั่นเอง

คนไทยก็สามารถหลีกเลี่ยงการติดโรคจากการรับประทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกันได้ด้วยการใช้ช้อนกลางทุกครั้ง ไม่ว่าจะกินกับเพื่อนสนิท หรือกับคนในครอบครัวก็ตาม

2. กินอาหารเสริมพรีไบโอติกส์ เหมือนคนเกาหลี

กินอาหารเสริมพรีไบโอติกส์ เหมือนคนเกาหลี
อาหารประจำชาติเกาหลีที่เราได้รับประทานทุกครั้งที่เดินทางไปประเทศเกาหลี หรือกินอาหารเกาหลีในร้าน คงหนีไม่พ้น “กิมจิ” เจ้าผักดองสีส้มนี้ไม่ได้กินกันเพื่อเสริมรสชาติให้อาหารเพียงอย่างเดียว แต่อาหารหมักดองนี้ยังมีพรีไบโอติกส์ที่ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย เหมือนที่เรากินโยเกิร์ตที่หมักมาจากนมอีกด้วย ดังนั้นหากคุณไม่ใช่สายโยเกิร์ต จะลองกินกิมจิระหว่างมื้ออาหารดูบ้างก็ได้ หรือรับประทานอาหารที่มีพรีไบโอติกส์อื่นๆ เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว หรือเต้าเจี้ยว เครื่องดื่มจากถั่วเหลือง เป็นต้น รับรองว่าอาการท้องผูกไม่มาย่างกรายแน่นอน


3. กินอาหารสดใกล้ตัว เหมือนชาวนอร์ดิก

กินอาหารสดใกล้ตัว เหมือนชาวนอร์ดิก
ชาวนอร์ดิก หมายถึงกลุ่มชนชาติเดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน รวมถึงกรีนแลนด์ หมู่เกาะแฟโร และหมู่เกาะโอลันด์ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประเทศเหล่านี้นิยมรับประทานอาหารตามท้องถิ่่นที่สดใหม่ ไม่ต้องผ่านการแปรรูป และกินอาหารตามฤดูกาล ดังนั้นพวกเขาจึงนิยมรับประทานอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์สดๆ ที่ไม่เก็บไว้นาน หรือไม่ต้องแปรรูป เช่น เนื้อปลา อาหารทะเล รวมถึงผักผลไม้ก็นิยมกินตามฤดูกาล และเป็นผักผลไม้ท้องถิ่นที่หาได้ในประเทศของพวกเขาเอง ดังนั้นจึงลดความเสี่ยงในการรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปที่เสี่ยงโรคมะเร็ง ไต และอื่นๆ และยังลดความเสี่ยงในการเป็นโรคที่มาจากการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาล หรือเกลือสูงจากการหมักดองอีกด้วย

 

4. กินธัญพืช เหมือนคนแอฟริกาตะวันตก

กินธัญพืช เหมือนคนแอฟริกาตะวันตก
คนแอฟริกันตะวันตก หรือคนในแถบประเทศมาลี เซเนกัล ชาด และเซียร์ราลีโอน นิยมกินธัญพืชอย่าง ข้าวหุงสีเหลือง หรือที่เรียกว่า Jollof Rice ร่วมกับสตูว์ถั่ว ปลารมควัน และแยม นอกจากนี้ยังมีเนื้อไม่ติดมัน ผักผลไม้ และธัญพืชต่างๆ อีกนานาชนิด การรับประทานถั่ว และธัญพืชต่างๆ ทำให้ได้สารอาหารมากชึ้น มีกากใยอาหารมากเพียงพอที่จะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น มีโอเมก้า 3 มีแคลอรี่ต่ำ ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และยังรับประทานอาหารแปรรูปน้อยอีกด้วย

 

5. กินไม่เยอะ แบบคนฝรั่งเศส

กินไม่เยอะ แบบคนฝรั่งเศส
อาจฟังดูเหมือนประชด แต่จริงๆ แล้วชนชาติฝรั่งเศส รวมถึงชนชาติยุโรปบางประเทศ มีวัฒนธรรมในการกินอาหารแบบฟูลคอร์ส ที่เริ่มด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย ต่อด้วยอาหารจานหลัก และค่อยตบท้ายด้วยของหวาน และอาหารในแต่ละอย่างจะค่อยๆ เสิร์ฟเรียงตามลำดับโดยในร้านอาหารบางแห่งใช้เวลาในการเสิร์ฟในมื้อนั้นๆ ทั้งคืน เริ่มกินตอน 1 ทุ่มอาจจะไปกินเสร็จเอาตาม 3-4 ทุ่มได้ แต่ถึงแม้ว่าจะกินดึกขนาดนั้น ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาอ้วนแต่อย่างใด เพราะแม้ว่าจะเป็นชนชาติที่ชอบกินขนมปัง ชีส และเบเกอรี่ต่างๆ มากแค่ไหน แต่พวกเขาจะไม่รับประทานในปริมาณที่มากจนเกินอิ่ม กล่าวคือ เราจะเห็นเขาจัดมาให้เรากินเพียงไม่กี่คำเพื่อให้รู้รสชาติในเมนูเรียกน้ำย่อย จัดเต็มสำหรับอาหารหลักโดยเน้นโปรตีนมากกว่าคาร์โบไฮเดรต รับประทานคู่ไปกับเครื่องดื่ม และตบท้ายด้วยของหวานที่รับประทานไม่กี่คำก็หมด เพราะเป็นชนชาติที่เน้นดื่มด่ำกับรสชาติ การจัดจาน บรรยากาศระหว่างรับประทาน มากกว่าปริมาณนั่นเอง จะหาร้านอาหารบุฟเฟ่ต์เปิดทุกหัวมุมซอยแบบบ้านเรานั้นยากมาก

นอกจากนี้ชาวฝรั่งเศสยังนิยมรับประทานอาหารจากวัตถุดิบสดใหม่ รวมถึงถั่ว น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ที่เป็นไขมันดีให้กับร่างกายด้วยเช่นกัน

วิตามินอี มีประโยชน์อย่างไร

วิตามินอี เป็นสารที่จำเป็นต่อร่างกายในด้านสุขภาพ อีกทั้งยังมีประโยชน์ด้านความงาม และเพื่อการเสริมวิตามินอีที่ถูกต้องเหมาะสม จึงควรทำความเข้าใจให้มากขึ้น เกี่ยวกับความต้องการวิตามินอีในร่างกาย และการรับประทานอาหารเสริมวิตามินอีที่เพียงพอ รวมถึงประโยชน์ของวิตามินอีในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ ยา อาหาร และเครื่องสำอาง

รู้จักกับวิตามินอี

วิตามินอี เป็นหนึ่งในวิตามินที่ละลายในไขมันได้ดี ร่างกายจำเป็นต้องใช้วิตามินอีเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ประโยชน์ของวิตามินอีคือป้องกันการแตกของเม็ดเลือด ป้องกันการอุดตันของเม็ดเลือด ต่อต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันการอักเสบ

รูปแบบของวิตามิน

มีความหลากหลายมาก อาทิ ยาน้ำ แคปซูลชนิดนิ่ม อาหารทางการแพทย์ นมทางการแพทย์ วิตามินรวมซึ่งมีวิตามินอีประกอบอยู่ด้วย ครีมทาผิว โลชั่นบำรุงผิว และอื่น ๆ นอกจากนี้วิตามินอียังมีอยู่ในอาหารธรรมชาติ โดยเฉพาะในผักและผลไม้

ความต้องการวิตามินอีของร่างกาย

ร่างกายคนทั่วไปต้องการวิตามินอีวันละ 10 IU
หากเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี และรับประทานอาหารครบ 5 หมู่เป็นประจำ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดวิตามินอี
ในบางรายอาจต้องการวิตามินอีมากกว่าคนทั่วไป เช่น คนที่มีปัญหาการดูดซึมวิตามินอี เป็นต้น
วิตามินอีมีอยู่ในอาหารชนิดใดบ้าง

วิตามินอี สามารถหาได้จากอาหารธรรมชาติหลายอย่าง เช่น ไข่ พืช ผัก ผลไม้ อาหารจำพวกถั่ว นอกจากนี้ยังมีอยู่ในน้ำมันที่มีส่วนผสมของถั่ว อาทิ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินอี

วิตามินอีในรูปแบบยา ช่วยรักษาโรคต่าง ๆ เช่น โรคขาดวิตามินอีในเด็ก ไปจนถึงโรคที่มีการนำวิตามินอีไปใช้นอกข้อบ่งใช้หลัก เช่น โรคปวดปลายประสาทจากการติดเชื้องูสวัด และโรคอัลไซเมอร์
วิตามินอีในรูปแบบอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ใช้เป็นสารกันหืนในอาหาร และใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงร่างกาย
วิตามินอีในรูปแบบเครื่องสำอาง ใช้เป็นครีมบำรุงผิว เป็นสารกันหืน สารให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ใช้ผสมในครีมกันแดด เนื่องจากวิตามินอีสามารถกรองรังสี UVB ได้
ข้อควรระวัง

หากมีโรคประจำตัวที่มียาทานประจำอยู่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้งว่าสามารถทานวิตามินอีเพื่อเป็นการเสริมอาหารได้หรือไม่ เพื่อตรวจสอบว่ายาที่รับประทานอยู่เดิมกับวิตามินอีนั้นมีอันตรกิริยาต่อกันหรือไม่ ทั้งนี้ยกตัวอย่างเช่น ยาบางกลุ่มอาจเกิด “ยาตีกัน” กับวิตามินอีได้ เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านไวรัส ยาเคมีบำบัดหรือยากดภูมิเป็นต้น ซึ่งผลที่ตามมาอาจทำให้ยาที่ใช้อยู่ไม่ได้ผล เกิดอาการเลือดออกผิดปกติ หรืออาการข้างเคียงอื่น ๆ ได้

บำรุงผิวด้วยวิตามินอีแบบกินและแบบทา

วิตามินอีแบบกินเริ่มบำรุงผิวหลังกินไป 7-10 วัน
วิตามินอีแบบทาทำปฏิกิริยากับผิวทันที แต่ซึมลงบนผิวหนังชั้นบนเท่านั้น ไม่ซึมเข้าสู่ผิวหนังชั้นลึก
สามารถบำรุงผิวด้วยวิตามินอีทั้งแบบกินและทาควบคู่กันได้
อาการของคนที่ขาดวิตามินอี

อาการที่สังเกตได้คือเรื่องประสาทการรับสัมผัส ผู้ที่ขาดวิตามินอีจะรู้สึกชา ส่วนอาการอื่น ๆ ที่เกิดจากการขาดวิตามินอี ได้แก่ ความผิดปกติทางระบบประสาท ระบบเลือด ระบบสืบพันธุ์

อาการของคนที่ได้รับวิตามินอีมากเกินไป

โดยปกติร่างกายคนเราจะสามารถทนกับวิตามินอีได้ค่อนข้างสูง และจะได้รับผลข้างเคียงเมื่อรับวิตามินอีที่ 800 IU อาการแสดงคือคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย อ่อนเพลีย มึนงง

การเก็บรักษาวิตามินอี

เก็บอาหารเสริมไว้ในภาชนะกันแสง หลีกเลี่ยงที่ร้อนชื้นและที่เย็นจัด หากนำไว้ในตู้เย็นใต้ช่องฟรีซจะทำให้เสื่อมเร็ว
วิตามินอีในผักผลไม้ หากนำไปปรุงสุกจะทำลายวิตามินอีให้เหลือน้อยลง รวมถึงการนำผลไม้ไปแช่แข็งก็เช่นกัน ทำให้วิตามินอีมีน้อยกว่าในผลไม้สด