หมวดหมู่: สุขภาพทั่วไป

ผลเสียถ้าร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรต

ในเรื่องของการรับประทานอาหารนั้นเรามักจะถูกบอกอยู่เสมอๆ ว่า ต้องทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่นะ เพื่อจะได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็ง ซื้ออาหารทั้ง 5 หมู่นั้นทุกคนอาจจะทราบดีแล้วว่ามีอะไรบ้าง หรือถ้าหากว่าไม่ทราบจริงๆ นั้นเราก็จะบอกอีกทีว่ามี คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ไขมัน

ซึ่งการรับประทานอาหารเหล่านี้จะต้องจดอยู่ในปริมาณที่พอดีและเหมาะสมตามร่างกายของแต่ละบุคคล ซึ่งเราควรให้ความสำคัญของสารอาหารแต่ละประเภทตามลำดับอย่างที่กล่าวไปข้างต้นได้เลย จึงเป็นใจความสำคัญของบทความนี้เลยว่า เราจะพูดถึงข้อเสียของการที่ร่างกายขาดสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เห็นใช่หรือไม่ว่าคาร์โบไฮเดรตนั้นถูกจัดเป็นสารอาหารในลำดับแรกในหมู่

เพราะฉะนั้นแล้วมันจึงมีความสำคัญอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว และว่ากันว่าในกลุ่มของคนที่กำลังลดน้ำหนัก หรือลดหุ่นอยู่กลัวการทานอาหารประเภทนี้มาก บอกเลยว่าคุณกำลังคิดผิด เพราะมันจะยิ่งส่งผลทำให้คุณนั้นอ้วนได้มากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ โดยในบทความนี้ทางเว็บ ซื้อหวยลาว4ตัว  จะพูดถึงอาการของคนที่ขาดคาร์โบไฮเดรตกันว่ามีลักษณะอย่างไรบ้าง เผื่อว่าคุณอาจจะไม่ทันสังเกต หรือทานคาร์โบไฮเดรตน้อยเกินไปต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งมีอาการแสดงดังนี้

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า เมื่อขาดสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะทำให้ร่างกายรู้อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง ไม่อยากที่จะทำอะไร นั้นเป็นเพราะว่าสมองของพวกเรานั้นต้องการกลูโคสที่ได้มาจากคาร์โบไฮเดรต เพื่อทำให้การทำงานของระบบสมองมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
  • ไม่มีความคล่องแคล่ว คล่องตัว คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารหลักของพลังงานในร่างกาย ถ้าหากว่าสารอาหารประเภทนี้ไปก็จะส่งผลกระทบกับความคล่องตัว ทำอะไรไม่สะดวก เพราะคาร์โบไฮเดรตนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นดีอย่างโฮลเกรน ที่จะช่วยให้คุณทำอะไรคล่องตัวมากขึ้น และยิ่งถ้าคุณเป็นคนออกกำลังกายจะยิ่งทำให้การออกกำลังกายของคุณไม่ติดขัด
  • สมองไม่ปลอดโปร่ง สมองนั้นมีแหล่งอาหารสำคัญนั้นก็คือ คาร์โบไฮเดรต เพื่อที่สมองจะได้สารอาหารที่เพียง ควรทานคาร์โบไฮเดรตให้เพียงพอหรืออยู่ที่ประมาณ 80-130 กรัม เพราะมันจะส่งโดยตรงให้สมองคุณปลอดโปร่ง สดใส และมีความคิดที่ดี
  • ความจำ อย่างที่ได้กล่าวไปในหลายๆ ข้อ คงทราบกันดีอยู่แล้วว่าคาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารสำคัญต่อสมองโดยตรง ทั้งนี้ยังรวมไปถึงเรื่องของความจดจำที่เราต้องใช้สมองในทำงาน เพราะกลูโคสที่ร่างกายต้องการคาร์โบไฮเดรตจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบสมอง ที่จะช่วยทำให้คุณมีความจำที่ดีได้อีกด้วย
  • รู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลา เคยได้บอกแต่ตั้งแรกแล้วว่า คาร์โบไฮเดรตได้อยู่ในสิ่งที่สำคัญที่สุในอาหาร 5 หมู่ จึงไม่จำเป็นที่จะตัดมันออกจากโภชนาการเลยเสียด้วยซ้ำ เพราะคาร์โบไฮเดรตจะทำให้คุณรู้สึกอิ่ม และอยู่ท้อง ถ้าหากคุณทานอาหารประเภทอื่นมากจนไม่ทานคาร์โบไฮเดรต จะทำให้คุณหิวกว่าเดิม แล้วถ้าคุณกำลังเป็นคนที่กำลังลดน้ำหนัก หรือรถหุ่นอยู่นั้น ต้องขอบอกเลยว่าห้ามขาด เพียงแค่ทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น

สิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่กับไข้หวัดธรรมดา

   สำหรับเราทุกคนการที่มีอาการปวดหัว เป็นไข้และไอหรือแม้แต่การที่เรามีน้ำมูก ความเข้าใจของเราก็คือการที่เราเป็นไข้หวัด แต่อย่างที่เรารู้กันว่าไข้หวัดตอนนี้มีทั้งไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่แถมไข้หวัดใหญ่ยังมีหลายสายพันธ์อีกด้วยแล้วเราจะรู้ข้อแตกต่างของไข้หวัดทั้งสองอย่างได้อย่างไรและจะรู้ได้อย่างไงว่าจะต้องรักษาอาการไข้แบบไหนจึงจะหายดี

วันนี้เราจึงหาข้อเปรียบเทียบระหว่างไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่มาให้ดูกันว่ามีความเหมือนและต่างกันอย่างไรและเราจะมีวิธีการรักษาอาการของโรคเหล่านี้ได้อย่างไร

1.สำหรับคนที่มีอาการเป็นไข้แล้วมีน้ำมูกนั้น

 ถ้าเป็นเพียงแค่ไข้หวัดธรรมดาจะมีน้ำมูกใสๆ หรือบางทีเราอาจจะไม่มีน้ำมูกเลยก็ได้ แต่ถ้าหากเราเป็นไข้หวัดใหญ่ละก็ เราจะมีอาการของน้ำมูกเยอะ มีน้ำมูกเหนียวและข้นมากทำให้หายใจไม่ค่อยสะดวก

2.สำหรับอาการของคนเป็นไข้ที่มีอาการเจ็บคอ  

ถ้าเป็นแค่เพียงไข้หวัดธรรมดา มักจะมีอาการเจ็บคอแค่นิดหน่อยโดยจะเป็นแค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆในช่วงแรกเท่านั้นก็จะหายไป แต่หากเราเป็นไข้หวัดใหญ่ เราจะไม่มีอาการเจ็บคอเลย

3.สำหรับอาการแทรกซ้อนของคนที่เป็นไข้หวัด

ถ้าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา เรามักจะพบว่าจะมีอาการของการเกิดโรคหูอักเสบไปจนถึงโรคไซนัสได้ แต่หากเราเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วละก็เราจะมีอากรแทรกซ้อนของโรคหลอดลมอักเสบหรือบางคนเป็นโรคปอดบวมซึ่งความอันตรายของโรคจะร้ายแรงแตกต่างกันอย่างชัดเจน

4.สำหรับขั้นตอนการรักษาของโรคไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่นั้นจะมีการรักษาที่แตกต่างกันนั่นก็เพราะอาการของโรคทั้งสองชนิดถึงแม้จะมีอาการที่ใกล้เคียงกันจนบางครั้งเราก็ไม่สามารถแยกออกได้แต่อาการของคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่จะมีอาการที่รุนแรงและเป็นนานกว่ามาก กว่าจะหายจากอาการไข้และยังมีปัญหาเรื่องของโรคแทรซ้อนที่อันตรายเข้ามาอีกดังนั้นการรักษาอาการของโรคไข้หวัดธรรมดา เรามักจะรักษาตามอาการ เช่นปวดหัวก็กินยาแก้ไขปวดหัว  ตัวร้อนก็กินยาลดไข้ หรือถ้าไอจามมีน้ำมูกก็กินยาที่รักษาอาการของโรคตามอาการที่เป็นและหากไม่มีอาการอะไรก็ไม่ต้องกินและไม่นานก็หายเองเพียงแค่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ แต่ถ้าหากเป็นไข้หวัดใหญ่จะต้องมีการใช้ยาAmantadine หรือ Rimantadine    ซึ่งแพทย์จะเป็นคนสั่งยาให้เองโดยจะมีการรักษาด้วยยาดังกล่าวหลังจากตรวจพบอาการภายใน 1-2 วัน

 

สนับสนุนโดย  ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร

มาทำความรู้จักโรคเบาหวาน เพื่อป้องกัน

โรคเบาหวาน ถือว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงและน่ากลัวเป็นอย่างมาก

โรคนี้นั้นได้เกิดจาดความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินออกมาไม่เพียงพอ ร่างกายจึงไม่สามารถที่จะนำน้ำตาลเอาไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดนั้นสูงมากขึ้น หากว่าทิ้งเอาไว้เป็นเวลานานในระยะยาวจะส่งผลให้เกิดการทำลายหลอดเลือด ที่จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานขั้นรุนแรงมากขึ้น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานนี้พบบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ทางองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้มีการรายงานออกมาบอกว่า ในปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานทั่วโลกเป็นจำนวนมากกว่า 425 ล้านคน

และจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกถึง 642 ล้านคนในปีพ.ศ.2583 ก็เป็นได้ เพราะจากผลสำรวจสุขภาพของประชาชนคนไทยครั้งล่าสุดเมื่อปี2557 ได้พบว่าคนไทยเองประมาณ 4.8 ล้านคนนั้นได้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในทุกๆปี จากสถิติเหล่านี้ได้พบว่า ประชากรในวัยผู้ใหญ่ 1 ใน 11 คนนั้นป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานร้อยละ50 จะไม่รู้สึกตัวหรือรู้ตัวว่าตนเองนั้นเป็นโรคเบาหวาน และคุณก็จะเป็น 1 ในนั้นที่ไม่ทราบและไม่รู้ตัวว่าตนเองนั้นเป็นโรค เพราะฉะนั้นคุณควรเข้ามาตรวจกับทางโรงพยาบาล เพื่อทำการค้นหาโรคเบาหวานในร่างกาย เพราะหากว่าคุณเป็น จะได้ทำการวินิจฉันในการรักษาได้ทันเวลา ก่อนที่เชื้อนั้นจะลามรุ่นแรงมากขึ้นและยากต่อการรักษา ซึ่งบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานนี้อย่างมากคือ

  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วน หากไม่ทราบให้ลองวัดค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI ถ้าค่าเฉลี่ยออกมามากกว่า 25 นั้นแปลว่าคุณอาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน
  • เป็นโรคความดันโลหิตสูงแต่เดิม
  • ระดับไขมันในเลือดมีความผิดปกติ
  • เคยมีประวัติของการเป็นโรคเบาหวานในขณะที่ตั้งครรภ์ หรือเคยมีประวัติการคลอดทารกที่มีน้ำหนักมากกว่า 2 4 กิโลกรัม
  • เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดแต่เดิม
  • สตรีที่มีภาวะถุงน้ำรังไข่

โรคเบาหวานสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายๆอย่าง เพราะร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้ ดังนี้ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย ภาวะแทรกซ้อนทางตา ทางไต หรือในส่วนของเส้นประสาทส่วนปลาย หากให้กล่าวถึงภาวะแทรกซ้อนที่ถูกค้นพบบ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นก็คือ ภาวะแทรกซ้อนทางตา ซึ่งจะพบเป็นอย่างมากโดยเฉลี่ยแล้วจะพบ 1 คน 3 คนของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณและป้องกันได้ถ้าคุณได้รับการตรวจและวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยทางการแพทย์ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณเอง

 

สนับสนุนโดย  ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม

เลิกบุหรี่ให้ได้ผล…แบบลาขาด

ในช่วงปัจจุบันนี้อาจจะไม่มีผู้ใดไม่เคยรู้ถึงอันตรายของบุหรี่ที่มีต่อสุขภาพของทั้งยังผู้สูบเองและก็คนที่อยู่รอบข้าง แต่ปริมาณผู้สูบบุหรี่ในช่วงยาวนานหลายปีมานี้กลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย แม้ว่าจะมีการรณรงค์ส่งเสริมรวมทั้งมีมาตรการทางกฎหมายเพื่อการเลิกบุหรี่มากสักเพียงใดก็ตาม

จากการสำรวจพฤติกรรมการสูบ บุหรี่ไฟฟ้า ของชาวไทยโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติครั้งล่าสุดเมื่อปี 2557พบว่า ในจํานวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น 54.8 ล้านคน เป็นผู้ที่สูบบุหรี่มากถึง 11.4 ล้านคนหรือจำนวนร้อยละ 20.7 โดยสูบเป็นประจํา 10 ล้านคน แล้วก็สูบนานๆครั้ง 1.4 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ที่มีผู้สูบบุหรี่อยู่ปริมาณร้อยละ 19.9

มีการประเมินกันว่าผู้สูบบุหรี่พวกนี้จำนวนถึง 1 ใน 4 จะเสียชีวิตด้วยโรคที่เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่ในอีก 10-20 ปีต่อไป เนื่องจากควันจากบุหรี่มีสารเคมีมากยิ่งกว่า 4,000 ประเภท โดยเป็นสารพิษมากยิ่งกว่า 250 ประเภท รวมทั้งเป็นสารก่อโรคมะเร็งมากยิ่งกว่า 50 ประเภท

ในแต่ละปีมีชาวไทยจำนวนมากถึง 42,000 – 52,000 คนเสียชีวิตด้วยโรคที่เป็นผลมาจากการสูบบุหรี่โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด โรคระบบหัวใจรวมทั้งหลอดเลือด รวมทั้งโรคถุงลมโป่งพอง ในขณะที่สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคลงได้อย่างมากแค่เพียงเลิกดูดบุหรี่เพียงแค่นั้น

บุหรี่…ติดง่าย แต่ว่าเลิกยาก

เพราะอะไรการเลิกบุหรี่จึงเป็นเรื่องยาก? ปัจจัยก็เพราะว่าบุหรี่นั้นไม่ได้ต่างอะไรกับสารเสพติด โดยการติดบุหรี่สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้านหลักๆด้วยกันคือ การติดทางด้านจิตใจซึ่งมักมีสาเหตุจากความคุ้นเคยแล้วก็ความเชื่อที่ว่าบุหรี่ช่วยทำให้เกิดความสบายผ่อนคลายความเคลียดได้ กับการติดทางร่างกายหมายถึงการติดนิโคตินที่เป็นสิ่งเสพติดในบุหรี่นั่นเอง

จากการศึกษาพบว่าเมื่อสูบบุหรี่ สารนิโคตินจะซึมซับไปสู่กระแสโลหิตแล้วก็ผ่านไปยังสมองอย่างรวดเร็วภายในช่วงเวลาเพียงแค่ 6 วินาทีเพียงแค่นั้น ผู้สูบจึงรู้สึกผ่อนคลาย ลดความกังวลใจลงได้ในทันทีทันใด แต่ว่าก็เป็นผลระยะสั้นแค่นั้น เนื่องจากเมื่อระดับนิโคตินน้อยลง อารมณ์ทางบวกนั้นก็หายไป ถ้าหากต้องการความสบายอีกก็จะต้องสูบอีกจนกระทั่งกลายเป็นการเสพติดในที่สุดเมื่อติดบุหรี่แล้ว การจะเลิกมักทำเป็นยาก เพราะเหตุว่าสิ่งที่ตามมาเป็นอาการถอนยาหรืออาการขาดนิโคติน ซึ่งจะเริ่มภายใน 4-6 ชั่วโมงหลังการหยุดบุหรี่

โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ระวังไว้ดีกว่าแก้ไขทีหลัง


อาการเมื่อติดโรคจากสัตว์
อาการส่วนมากฃเมื่อมีลักษณะติดเชื้อต่างๆ จากสัตว์ จะมีลักษณะดังต่อไปนี้

– เป็นไข้
– ปวดกล้าม ปวดข้อ
– ปอดอักเสบ
– ไต/ตับ อักเสบ
ฯลฯ

อันตรายจากโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน
แต่ละโรคอาจมีลักษณะโรคแตกต่างกัน แต่ว่าอันตรายที่เกิดขึ้นอยู่กับคนที่ติดโรคจากสัตว์ หรือติดจากผู้เจ็บป่วยที่ติดเชื้อโรคจากสัตว์อีกต่อหนึ่ง เป็น ความร้ายแรงของโรคที่เกิดขึ้น ซึ่งบางทีอาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้ออื่นๆ ทั้งนี้ควรดูแลรักษาอย่างทันเวลา ก่อนจะลุกลามไปติดโรคในอวัยวะส่วนอื่นๆ จนกระทั่งให้การรักษาไม่ทัน

การวิเคราะห์โรคจากสัตว์สู่คน
เมื่อกรุ๊ปของโรคที่มีต้นเหตุมากจากสัตว์สู่คนมีความกว้าง จึงแบ่งออกได้เป็นหลายกรุ๊ปตามเชื้อโรค หรือเชื้อแบคทีเรียที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ด้วยเหตุผลดังกล่าวการวิเคราะห์โรคก็เลยต้องมีการซักเรื่องราวเพื่อให้ได้ช่วงการสัมผัสกับสัตว์ที่แน่ๆ ว่าที่ผ่านมาใกล้กับสัตว์ตัวไหน สัมผัส หรือโดนสัตว์ประเภทใดกัดมาบ้างไหม รวมทั้งไปสัมผัส หรือสนิทสนมกับผู้ที่มีลักษณะอาการซึ่งรู้สึกเจ็บป่วยหรือเปล่า เพื่อปฏิบัติงานตรวจเลือด หรือสารคัดหลั่งเพื่อหาที่มาของโรคได้ถัดไป

ปัจจุบันนี้ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน อยู่ในการควบคุมของภาครัฐอย่างใกล้ชิด และก็ยังไม่มีรายงานการติดต่อของโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คนอย่างหนักประเภทที่คุมสถานการณ์มิได้มาก่อน แม้มีเรื่องที่น่าสงสัย หรือต้องการติดต่อมาและสอบถามเกี่ยวกับการระบาดของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ศูนย์วิทยาศาสตร์โรคเกิดใหม่ แผนกแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ตัวอย่างกลุ่มโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน
• พิษสุนัขบ้า (สุนัข แมว โค กระบือ ม้า และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด)
• นิวคาสเซิล (ไก่งวง เป็ด ห่าน นกแก้ว นกพิราบและนกกาน้ำ)
• สมองอักเสบญี่ปุน (ม้า ลา สุกร โค แกะ แพะ สุนัข แมว สัตว์ป่า สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และนก)
• ติดเชื้อไวรัสเฮนดรา (ม้า ค้างคาว แมว หนูตะเภา สุนัข กระต่าย ไก่)
• ติดเชื้อไวรัสฮันตา (สัตว์ฟันแทะที่อาศัยในป่า)
• ไข้หวัดใหญ่ (นก สุกร ม้า เฟอร์เร็ต และแมว)
• สเตรปโทคอกโคสิส (ม้า หนูตะเภา สุกร สุนัข แมว ปลา ลิง วัว แกะ แพะ เฟอร์เรต และสัตว์ปีก)
• ไข้คิว (แกะ แพะ วัว สุนัข แมว กระต่าย ม้า สุกร อูฐ กระบือ สัตว์ฟันแทะ และนกบางชนิด)
• กาฬโรค (กระรอก กระจง หนู แมว กระต่าย สัตว์ป่าที่กินเนื้อ แพะ แกะ และอูฐ)
• ลายม์ (เห็บ สุนัข ม้า วัว กวางหางขาว หนูไมซ์ สัตว์จำพวกกระรอกเทา และแรคคูน)
• เลปโทสไปรา (วัว แกะ แพะ หมู สุกร สุนัข แมว และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยในทะเล)
• ติดเชื้ออีโคไล (วัว แกะ สุกร กวาง สุนัข และสัตว์ปีก)
• วัวบ้า (วัว แกะ แพะ สุกร มิ้งค์ หนู ลิงมาโมเซท และลิงบางชนิด)

ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

น้ำเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายของเรา หากขาดน้ำเกิน 3 วัน เราสามารถเสียชีวิตได้ ในขณะที่เราสามารถขาดอาหารได้ถึง 7 วัน ถึงจะเสียชีวิต คิดดูว่าน้ำสำคัญกับร่างกายเราขนาดไหน
3 สัญญาณของคนดื่มน้ำน้อย

หากไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นคนดื่มน้ำน้อยหรือไม่ ให้สังเกตได้จาก
1. ปัสสาวะไม่ถึง 4-7 ครั้งต่อวัน
2. ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มแทบทุกครั้ง
3. ปัสสาวะมีกลิ่นฉุนจัด

เพียงแค่ดื่มน้ำน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย พฤติกรรมนี้ก็สามารถส่งผลเสียถึงร่างกายได้มากมายขนาดนี้ ซึ่งยังไม่รวมไปถึงผลเสียด้านผิวพรรณที่หย่อนคล้อย หมองคล้ำ ผิวแห้ง ตาแห้ง และดูแก่กว่าวัยอีก ซึ่งนอกจากสาวๆ ได้ยินแล้วแทบจะกรี๊ด คุณผู้ชายก็น่าจะรู้สึกเสียวไส้พอกัน

ณ ตอนนี้ใครที่กำลังประสบปัญหาดื่มน้ำไม่พอ ดื่มน้ำน้อย และมีอาการเกิดขึ้นดังกล่าว ควรรีบปรับปรุงด่วยโดยควรดื่มน้ำเพิ่มขึ้นให้ได้ราวๆ 1,500-2,000 มิลลิลิตรต่อวัน หรือ 6-8 แก้วต่อวัน หรือถ้ากลัวลืมก็เอาขวดลิตรมาตั้งไว้บนโต๊ะ 1 ขวด แล้วเตือนตัวเองว่าต้องดื่มให้หมด ทำงานจิบไป เข้าห้องประชุมก็ถือแก้วน้ำเข้าไปด้วย รับรองว่าหากทำได้ร่างกายของคุณจะไม่ขาดน้ำอีกต่อไป

ไปต่อหรือพอแค่นี้ หากปวดขาหลังจากวิ่ง

หลายๆ คน คงเริ่มออกกำลังโดยวิธีแรกที่เลือกคงหนีไม่พ้นการวิ่ง เพราะการวิ่ง คือการออกกำลังกายในทุกๆ ส่วน และให้ผลที่ดีต่อการลดน้ำหนัก และลดความอ้วนมาก แต่ไม่ว่าการออกกำลังกายไหนๆ ในระยะแรกหรือระยะยาวการออกกำลังกายมักทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้ออยู่แล้ว แต่วันนี้เราขอเน้นที่การวิ่ง หากคุณเคยมีข้อสงสัยว่าถ้าวิ่งแล้วมีอาการปวดร้าวไปทั้งขา ควรที่จะวิ่งเพื่อซ้ำ หรือพักก่อนดี
อาการปวดขาโดยทั่วไปเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่
1. ขาของเราอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ เช่น ยืนท่าเดิมนาน ๆ ทำให้การไหลเวียนโลหิตไม่ดี

2. ใช้กล้ามเนื้อขาอย่างต่อเนื่องมากเกินไป เช่น นักกีฬาที่ฝึกซ้อมอย่างหนักบ่อย ๆ

3. ปวดกล้ามเนื้อขาหลังออกกำลังกาย เกิดจากการที่ร่างกายพยายามซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่เสียหาย และมีของเสีย หรือกรดบางอย่างที่คั่งข้างในกล้ามเนื้อได้

ปวดขาหลังวิ่ง หลังออกกำลังกาย ควรพัก หรือฝืนออกกำลังกายต่อ ?
หากเราออกกำลังกายไปเรื่อยๆ แล้วพบว่ามีอาการตึงเมื่อยของขา สิ่งที่ควรทำ คือ การ “ทำซ้ำ” แต่ปรับเปลี่ยนวิธีการโดยต้องลดความหนักลง เช่น เคยวิ่ง 20 นาทีแล้วมีอาการปวดเมื่อยมาก ก็ควรลดลงเหลือ 10-15 นาที แล้ววิ่งให้ช้าลง

หากหยุดวิ่ง หยุดออกกำลังกายไปเลยหลังจากมีอาการปวดขา ?
หากคุณมีอาการปวดขาหลังจากที่วิ่งมานาน แล้วหยุดวิ่ง หยุดออกกำลังกายไปเลยนานๆ จะทำให้ของเสีย หรือการไหลเวียนของโลหิตที่คั่งค้างในกล้ามเนื้อยังคงค้างอยู่เหมือนเดิม ไม่ไหลเวียนไปตามที่มันควรจะเป็น เราจึงต้องขยับเขยื้อนกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้เกิดการไหลเวียนของโลหิต เพื่อขยับเอาของเสียที่ข้างอยู่ตามกล้ามเนื้อไหลเวียนออกไปด้วย

เมื่อปวดขา ควรใช้ “ยานวดคลายกล้ามเนื้อ” หรือกินยาแก้ปวดหรือไม่ ?
การทายานวดเพื่อนวดคลายกล้ามเนื้อ ในยานวดจะมีส่วนผสมของยาที่ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น และการนวดด้วยยานวดยังช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ดีอีกด้วย
แต่หากจะรับประทานยาแก้ปวดเลย อาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะการทานยาแก้ปวดอาจจะมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของระบบที่จะต้องกำจัดของเสียออกจากกล้ามเนื้อ เพราะทางที่ดีที่สุดคือการปล่อยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น
ทั้งนี้หากจะให้แนะนำว่าต้องทำอย่างไรหากมีอาการปวดขาหลังจากวิ่งออกกำลังกาย สิ่งที่จะแนะนำ คือ ให้ออกกำลังกายหรือวิ่งซ้ำเบาๆ หรือลดความเคร่งความหนักของการออกกำลังกายนี้ลง

ปวดขา ประคบร้อนหรือเย็นถึงจะดี ?
อาการปวดขาหลังการวิ่งควรจะประคบร้อนหรือเย็นนั้น ขึ้นอยู่กับอาการปวด หากปวดแบบเฉียบพลันขณะวิ่ง เพราะไม่ได้อุ่นร่างกายก่อน แนะนำให้ประคบเย็นบริเวณกล้ามเนื้อขาที่ปวด ประมาณ 3-5 นาที หรือประคบสลับกับหยุด ประคบไปเรื่อยๆ ก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ของเย็นที่แนะนำให้ใช้ ได้แก่ เจลเย็น ถุงเย็น แผ่นแปะเย็น ที่มีอุณหภูมิประมาณ11-15o C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ดี ที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อคืนสภาพได้เร็ว ในส่วนที่มีอาการปวดขาแบบเรื้อรัง แนะนำให้ประคบร้อนจะเห็นผลดีกว่า หรือจะประคบร้อนเย็นสลับกันก็สามารถทำได้ เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้เร็วขึ้น ช่วยรักาสมดุลของกล้ามเนื้อ

พฤติกรรมร้ายๆ ที่ทำลายสมองโดยไม่รู้ตัว

สมอง เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ๆ สำคัญมากของมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางการควบคุม เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยเส้นประสาทที่มีความซับซ้อนนับล้านๆ เส้นแล้ว หากสมองทำงานผิดปกติแล้ว ยังส่งผลไปถึงอวัยวะส่วนอื่นๆ และไม่สามารถหามาทดแทนได้อีกด้วย

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สมองถือเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย โดยมีหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหว การหายใจ เป็นต้น โดยทั้งนี้สมองจะมีหน้าที่ควบคุมและสั่งการให้ร่างกายให้ทำงานตามที่เราสั่งหรือคิดที่จะทำ เพื่อให้มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข โดยสมองมีการทำงานตลอดเวลา ดังนั้นการใส่ใจพฤติกรรมที่ควรปฏิบัติเพื่อให้สมองทำงานได้ดี จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีของสมอง และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมร้ายๆ ที่อาจทำลายสมอง

4 พฤติกรรมทำลายสมอง

  1. ความเครียด เป็นผลร้ายต่อสภาพจิตใจ และส่งผลกระทบต่อสมองทำให้เสียสมาธิ หรือบางคนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า
  2. สิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะ การที่นำพาตนเองไปอยู่ในที่ๆ เต็มไปด้วยมลภาวะ จะทำให้ร่างกายทำงานหนักขึ้นเนื่องจากออกซิเจนไม่บริสุทธิ์ หรืออาจไม่เพียงพอต่อสมอง ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการอยู่อาศัยในพื้นที่ที่อากาศไม่บริสุทธิ์ หรือเต็มไปด้วยภาวะมลพิษทางอากาศตลอดเวลา
  3. สูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำนอกจากทำให้เป็นมะเร็งปอดแล้ว ยังทำให้ร่างกายและสมองได้รับออกซิเจนลดลง และเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง
  4. โรคประจำตัว บางชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคสมองหลายโรค โรคหลอดเลือด ดังนั้น หากพบว่าตนเองมีโรคประจำตัว ควรรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสีย เพราะการรักษาเมื่อเกิดการทำลายของสมองแล้วจะไม่สามารถทำให้สมองกลับมาทำงานได้สมบรูณ์ตามปกติ และจิตใจจะทำงานผิดปกติไปด้วย

5 วิธีบำรุงสมอง
แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สมองยังมีความเกี่ยงข้องกับอารมณ์ การเรียนรู้ ทั้งนี้มนุษย์จึงควรหันมาใส่ใจพฤติกรรมพัฒนาสมอง โดยมี 5 พฤติกรรมดีดังนี้

  1. กินดี คือรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ลดอาหารบางจำพวกโดยเฉพาะอาหารทีมีน้ำตาลสูง ซึ่งจะเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมอง
  2. ออกกำลังกายดี การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายโดยรวมและหลอดเลือดแข็งแรง ไม่มีภาวะน้ำหนักเกิน
  3. นอนหลับพักผ่อนดี การที่เราสามารถที่จะนอนหลับพักผ่อนได้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายของเราทำงานได้ดีขึ้น ได้พักผ่อนสมอง และทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้น ดังนั้นควรมีเวลาพักผ่อนนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
  4. คิดดี การฝึกคิด ฝึกลงมือทำ จะช่วยให้สมองเกิดการเรียนรู้ และพัฒนากระบวนการคิดให้รวดเร็วขึ้น
  5. สนทนาดี การฝึกสนทนาพูดคุยกับคนอื่นๆ เป็นประจำ สม่ำเสมอ จะช่วยให้สมองได้มีการฝึกฝนแก้ปัญหา ส่วนคนที่เก็บตัว ไม่พบปะผู้คน พบว่าสมองมีกระบวนการทำงานในการแก้ปัญหาที่ช้าลง

มะเร็งเต้านม เสี่ยงเสียชีวิตสูง

“มะเร็งเต้านม” ภัยร้ายอันดับ 1 ที่ผู้หญิงไทยวิตกกังวล เมื่อตรวจพบว่าเป็นในระยะที่ 2 – 4 การพบแพทย์ให้เร็วที่สุด และเฝ้าระวังเป็นระยะ ๆ ช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้

มะเร็งเต้านม ภัยร้ายอันดับที่ 1 ของหญิงไทย
ศ.พญ. อิ่มใจ ชิตาพนารักษ์ หน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในการประชุมมะเร็งเต้านมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (4th Annual South East Asia Breast Cancer Symposium 2019: SEABCS) ว่า โรคมะเร็งเต้านมถือเป็นโรคมะเร็ง อันดับที่ 1 ในผู้หญิงไทย ทั้งยังมีเคสเกิดใหม่จากโรคมะเร็งเต้านม โดยประมาณ 30 รายต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ยสูงถึง 10 คนต่อวัน ผู้หญิงไทยที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ทุกช่วงอายุมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านได้ทุกคน และในช่วงกลุ่มที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปจะมีความเสี่ยงมากขึ้นอย่างชัดเจน

มะเร็งเต้านม เสี่ยงเสียชีวิตสูง เพราะมักไม่ได้รับการตรวจพบในระยะแรก
สาเหตุที่การตรวจโรคในระยะที่ 0 – 1 ไม่พบมากนัก สืบเนื่องมาจากวิธีการคัดกรองหรือตรวจโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้นนั้น จะต้องอาศัยการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ และการทำเมมโมแกรม เพื่อตรวจโรคในระยะเริ่มต้น ซึ่งโดยส่วนมากจะพบผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในระยะที่ 2 ถึง ระยะที่ 4 ซึ่งถือเป็นระยะลุกลามและแพร่กระจายของโรคแล้ว

เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “มะเร็งเต้านม”
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมอยู่ 3 ประการ ได้แก่

เมื่อเคยเป็นโรคมะเร็งเต้านมในระยะที่ 0 – 3 แล้วมีการรักษาจนหาย จะไม่กลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วควรจะต้องทำการตรวจการเกิดโรคซ้ำอย่างใกล้ชิดในระยะเวลา 2 ปีแรก และควรตรวจตามแพทย์นัดหมายใน 5 ปี และ 10 ปีเป็นระยะ เพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรคซ้ำ

ในบางกรณีผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแล้วจะมีความตื่นตระหนกและกลัวการเกิดโรคซ้ำ ซึ่งในความเป็นจริงแพทย์ขอแนะนำให้ อยู่อย่างระวัง แต่ไม่ระแวง ด้วยการพบแพทย์ตามที่นัดหมาย การหมั่นตรวจเช็คร่างกายหรือบริเวณที่เคยเกิดโรคมะเร็งเต้านม รวมไปถึงส่วนอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นการเฝ้าระวังโรคฯ

เมื่อมีการเกิดโรคซ้ำ หรือ มีอาการเสี่ยงเกิดโรคซ้ำแล้ว ไม่ไปพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษา แต่ปล่อยให้อาการลุกลาม เพราะกลัวการรักษาและผลข้างเคียงจากการรักษา

อันตรายของมะเร็งเต้านม ระยะที่ 4
สำหรับโรคมะเร็งเต้านม ระยะที่ 4 หรือ ระยะลุกลามและแพร่กระจาย คือระยะที่เซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปสู่อวัยวะภายในส่วนอื่นทำให้การควบคุมโรคเป็นไปได้ยาก และไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ โดยการแพร่กระจายโรคที่ถือเป็นกรณีเร่งด่วนทางการแพทย์และต้องได้รับการรักษาโดยด่วน ได้แก่ มะเร็งเต้านมที่มีการลุกลามไปเข้าสู่สมอง กระดูกไปจนถึงบริเวณไขสันหลัง หรือเข้าสู่หลอดเลือดหัวใจ ซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และต่อเนื่องจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและยืดอายุของผู้ป่วยให้อยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุข

วิธีป้องกัน-ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม
ผู้หญิงควรหมั่นเช็คร่างกายอย่างสม่ำเสมอ หรือเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการเฝ้าระวังโรค และสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงทีก่อนจะถึงระยะลุกลาม และในส่วนของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในระยะลุกลามและแพร่กระจาย ควรหมั่นพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี

ปวดหลังแก้ไม่หายหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ปวดหลังโดยไม่รู้ตัว

อาการปวดหลังไม่ได้เกิดขึ้นกับคนเฒ่าคนแก่อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ที่อาจกำลังทำร้ายกระดูกสันหลังของตัวเอง ผ่านนิสัย หรือพฤติกรรม ที่ก่อให้เกิดอาการ “ปวดหลัง” โดยไม่รู้ตัว หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหาปวดหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจลองเริ่มเช็คจากพฤติกรรมด้านล่างก่อนก็ได้ค่ะ

  • ยืน หรือเดินหลังค่อมอยู่เป็นประจำ
    นอกจากจะเกิดความโค้งงอของกระดูก จนกล้ามเนื้อพาลเกร็งค้างจนเมื่อยไปด้วยแล้ว ยังอาจมีอาการปวดลามมาถึงไหล่ และคอได้อีกด้วย

 

  • ยืนทิ้งน้ำหนักที่ขาข้างเดียว
    หากใครยืนนานๆ แล้วปวดขาข้างเดียว หรือปวดหลังร่วมด้วย นั่นเป็นเพราะคุณกำลังยืนลงน้ำหนักที่ขาข้างเดียวโดยไม่รู้ตัว ร่างกายจะเสียสมดุล และอาจปวดขา หรือทำให้ขาเป็นตะคริวได้

 

  • นั่งท่าเดิมนานๆ
    การอยู่ในอิริยาบถใด อิริยาบถหนึ่งนานๆ เช่น การนั่งอยู่ที่หน้าจอคอมนานๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถ อาจทำให้กล้ามเนื้อหลังล้า จนอาจมีอาการปวดอักเสบตามมาได้ หรือบางคนอาจถึงขั้นเป็นออฟฟิศซินโดรมเลยก็มี

 

  • นั่งไขว่ห้าง
    การนั่งไขว่ห้างนานๆ จะทำให้เกิดการกดทับของขาข้างใดข้างหนึ่ง จนอาจส่งผลกระทบถึงกระดูดสันหลัง และบริเวณอุ้งเชิงกราน ที่อาจคดงอ และปวดได้

 

  • นอนคว่ำเป็นประจำ
    การนอนคว่ำ ทำให้เราต้องแอ่นหลังโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะบริเวณเอว หากจำเป็นต้องนอนคว่ำ เช่น นอนขณะทำการนวดแผนโบราณอยู่ ควรจะบอกหมอนวด ให้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นนอนหงายบ้าง อย่านอนคว่ำนานๆ

 

  • ก้มตัวยกของหนัก
    ลองทำของตกพื้น แล้วก้มหลังหยิบดูสิ หากเป็นแค่ของเบาๆ ก็ไม่เท่าไร แต่หากเป็นของหนักๆ เช่น กระสอบข้าว ถังน้ำ ทำให้หลังต้องออกแรงมาก รับน้ำหนักมาก หากก้มตัวยกของหนักบ่อยๆ อาจมีอาการปวดหลังได้

 

  • สวมรองเท้าส้นสูง
    คุณผู้หญิงที่ต้องสวมรองเท้าส้มสูงเป็นประจำ คงรับรู้ถึงความเมื่อยเท้าไดดี โดยเฉพาะรองเท้าที่สูงกว่า 1 นิ้วครึ่งขึ้นไป ทางที่ดีควรเปลี่ยนเป็นรองเท้าที่ส้นไม่สูงนัก หรือสวมใส่ไม่นานจนเกิดอาการเมื่อย เพราะการเกร็งเท้าส่งผลให้กล้ามเนื้อหลัง และสะโพกต้องเกร็งตัว พยุงร่างกายไม่ให้ล้มไปข้างหน้า จนทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน

 

  • สะพายกระเป๋าใบใหญ่/หนัก
    การทำให้ไหล่ต้องรับน้ำหนักบ่อยๆ ส่งผลทำให้ปวดไหล่ ร่างกายต้องเอียงไปด้าตรงข้าม เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย กล้ามเนื้อหลังจึงทำงานหนักกว่าปกติ จนในที่สุดก็ปวดหลัง และปวดเอวตามลำดับ

 

  • มีน้ำหนักตัวมากเกินไป
    คนอ้วน มักมีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ หรือกระดูกมากกว่าคนผอม เพราะข้อต่อ กระดูก และหมอนรองกระดูกสันหลังต้องรัยภาระหนักตลอดเวลา จึงทำให้มีโอกาสที่กระดูกเสื่อมเร็วขึ้น จนมีอาการปวด

 

  • ที่นอนแข็ง หรือนุ่มเกินไป
    ที่นอนที่ไม่พอดีกับสรีระของเรา อาจทำให้กล้ามเนื้อ และกระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะคดงอ หรือโก่งตัวอยู่ตลอดทั้งคืน ดังนั้นคุณอาจนอนไม่สบาย และตื่นมาพร้อมอาการปวดหลังทุกเช้า

หากสำรวจตามสาเหตุดังกล่าวแล้ว ยังไม่พบว่าตัวเองมีอาการปวดหลังจากพฤติกรรมเหล่านี้ คุณควคปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ และทำการรักษาอย่างถูกวิธีจะดีกว่าค่ะ รีบไปตั้งแต่ยังปวดไม่มาก จะรักษาให้หายได้ง่าย และตรงจุดกว่านะคะ