หมวดหมู่: สุขภาพ

การปลูกผักสลัดไว้รับประทาน

ผักสลัดเป็นผักที่ทานง่ายและได้ประโยชน์และมีราคาสูงทำให้การปลูกผักไว้รับประทานเองจึงเป็นเรื่องที่สามารถช่วยประหยัดเงินค่าใช้จ่ายได้และยังสามารถสร้างรายได้ได้อีกด้วย ซึ่งเมล็ดที่ใช้ในการเพาะปลูกก็สามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไป และการเพาะปลูกและการดูแลนั้นก็สามารถทำได้ง่ายๆด้วยตัวเอง

โดยผักสลัดนั้นการเลือกฤดูที่จะเพาะปลูกนั้นก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้ผักสลัดจะสามารถเจริญเติบโตได้ในทุกฤดูแต่ในบางฤดูอย่างเช่นในฤดูร้อนนั้นอาจจะมีปัญหาในการเพาะปลูกในเรื่องของความร้อนในตอนกลางวันอาจจะทำให้ผักนั้นสลด แต่สามารถแก้ปัญหาได้โดยการรดน้ำเช้าเย็นและการใช้เครื่องพ่นน้ำในระหว่างวัน

เพื่อเพิ่มความชื้นให้กับผักนั่นเองและในช่วงฤดูฝนก็อาจจะเจอกับปัญหาของการขังของน้ำฝน ก็อาจจะต้องมีการปลูกในกระถางหรือการยกพื้นดินให้สูงเพื่อให้เกิดการขังของน้ำนั่นเองและการทำหลังคาหรือที่ป้องกันไม่ให้ฝนนั้นโดนต้นผักสลัดโดยตรงเพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้ แต่ในฤดูหนาวนั้นจะสามารถปลูกผักสลัดได้อย่างดีและเป็นฤดูที่ไม่ต้องมีการดูแลมากนัก เพราะเป็นฤดูของผักสลัดนั่นเอง ดังนั้นผักสลัดจึงเจริญเติบโตได้ดีและสวยงามในช่วงหน้าหนาวนั่นเอง

การดูแลนั้นก็ไม่ยาก คือการรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยแบบผักชนิดอื่นๆทั่วไป แต่จะต้องมีปลูกในที่ที่มีแสงแดดเพียงพอเพราะผักสลัดนั้นจะชอบที่มีแสงแดดเพื่อให้ผักได้โชว์สีและการรดน้ำก็รดน้ำแค่เช้าเย็นประมาณ 1แก้วน้ำดื่มก็เพียงพอแล้ว เพราะถ้ารดน้ำมากไปอาจจะทำให้รากผักเน่าได้นั่นเองและไม่ควรปล่อยให้หน้าดินนั้นแข็งเพราะจะทำให้น้ำนั้นสามารถซึมลงไปได้และจะทำให้ผักนั้นเจริญเติบโตช้าหากอยากให้ผักโตไวนั้นก็จะต้องมีการใส่ปุ๋ยพรวนดินและมีการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอด้วยและก็จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของหน้าดินอีกด้วย

เมื่อผกสลัดสามารถเก็บมารับประทานได้เราก็นำมาประกอบอาหารต่างๆและจะรู้เลยว่าการปลูกผักสลัดแล้วได้รับประทานผักที่สดจากต้นนั้นมีความรู้สึกอย่างไร ซึ่งความรู้สึกในการรับประทานจะแตกต่างจากการรับประทานผักที่ซื้ออย่างแน่นอน

และผักสลัดนั้สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง ว่ามาจะเป็นทานสดหรือเอาไปทำสลัดผักและใส่เนื้อสัตว์ลงไปก็ถือว่าเป็นอาหารที่ได้สุขภาพมากๆเลยทีเดียวและนอกจากการปลุกไว้เพื่อรับประทานแล้วนั้นเรายังสามารถนำไปจำหน่ายหรือแจกจ่ายเพื่อบ้านได้อีกด้วย ได้ทั้งประโยชน์ทางตรงและประโยชน์ทางอ้อมด้วย การปลูผกผักสลัดไว้เพื่อรับประทานนั้นจึงถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและได้ประโยชน์มากๆ

 

 

ขอบคุณ  แทงหวยลาว  ที่ให้การสนับสนุน

การดูแลตนเองเมื่อต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคระบาด

โรคที่มีการระบาดอย่างต่อเนื่องและเป็นกระแสที่ต้องมีการเฝ้าระวังและมีการติดตามผลข่าวสารตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคงจะหนีไม่พ้นโรคระบาดที่ชื่อว่าโควิด19อย่างแน่นอน

โรคนี้เกิดขึ้นเมื่อปลายปี2019 ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถทราบแน่ชัดมามากจากแหล่งใดแต่ได้มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างโดยต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนและมีการแพร่ระบาดไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก และประเทศไทยกระได้รับผลกระทบจากโรคระบาดนี้ด้วยเช่นกัน

เมื่อมีเกิดการระบาดไปแทบทุกประเทศทั่วโลกโรคระบาดนี้จึงที่เป็นสิ่งที่เราอาจจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้ เราจึงต้องมีการป้องกันและดูแลตนเองให้ดีที่สุดนั่นเองเพราะในบางครั้งเราไม่สามารถทราบได้เลยว่าคนที่เราใกล้ชิดนั้นหรือพบเจอในทุกๆวันนั้นอาจจะเชื้อโรคที่กำลังระบาดตัวนี้อยู่ในร่างกายก็อาจจะเป็นได้นั่นเอง 

ดังนั้นวิธีที่จะสามารถป้องกันเชื้อไวรัสที่กำลังระบาดได้หรือหากเราต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคระบาดนั้นก็สามารถดูแลและป้องกันตนเองได้โดยวิธีง่ายๆ คือ การใส่แมสเป็นวิธีที่จะสามารถป้องกันตนเองในระดับเบื้องต้นการใส่แมสนั้นจะเป็นสิ่งที่ป้องกันและไม่ให้ละอองน้ำจากผู้ที่มีเชื้อไวรัสเมื่อมีการไอ จาม สามารถเข้ามาสู่ร่างกายเราทางจมูกและปากได้

เพราะถ้าหากเราได้รับละอองน้ำไม่ว่าจะเป็นนำลายจากการไอ จาม จากผู้มีเชื้อแล้วนั้นก็จะสามารถทำให้เชื้อไวรัสตัวนั้นเข้าสู่ร่างกายของเราผ่านทางจมูกและปากนั่นเอง ถึงแม้ว่าการป้องกันชนิดนี้อาจจะไม่ได้เป็นการป้องกันที่สามารถป้องกันได้100%แต่การใส่แมสลดโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้ติดโรคระบาดได้นั่นเอง

วิธีเบื้องต้นในการป้องกันขั้นตอนต่อมาก็คือการล้างมือ การล้างมือให้สะอาดอยู่ตลอดเวลานั้นจะสามารถช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการติดไวรัสได้อย่างมาก เพราะมือของเรานั้นมีการไปสัมผัสสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นลูกบิด ราวบันได หรือสิ่งของต่างๆ

ซึ่งในสิ่งต่างๆเหล่านี้นั้นอาจจะมีเชื้อไวรัสที่มีการสัมผัสจากผู้ที่ป่วยติดเชื้อไวรัสอยู่ก่อนหน้าและเมื่อเราไปสัมผัสก็อาจจะทำให้เชื้อไวรัสนั้นติดมือเรามาและหากเราไม่ล้างมือให้สะอาดและนำมือที่ไปสัมผัสสิ่งต่างๆมานั้นมาหยิบจับของกินที่เรากินนั้นก็อาจจะทำให้เชื้อไวรัสสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หรือการใช้มือจับบนใบหน้าหรือแม้แต่การขยี้ตา หากมือเรามีเชื้อไสรัสติดมาก็จะทำให้เชื้อไวรัสสามารถเข้าสู่ร่างกายได้นั่นเอง และสองวีธีนี้คือการดูแลและป้องกันตนเองหากอยู่ในสถานการณืที่มีการใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคระบาด

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

การดูแลตนเองหากสงสัยว่าตนเองติดโรคระบาดหรือไม่

โรคระบายในปัจจุบันเป้นสิ่งที่น่กลัว แม้โรคระบาดต่างๆจะมีการเกิดขึ้นหลากลายโรคจากในอดีตแต่เมื่อปี 2019-2020 นี้นั้นมีการเกิดขึ้นของโรคระบาดที่น่ากลัวไม่แพ้กับโรคระบาดในดีตเลยแต่สิ่งที่โรคระบาดในปัจจุบันมีความน่ากลัวกว่าโรคระบาดในอดีตคือการแพร่เชื้อของโรคนั่นเอง เพราะเชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือเชื้อไวรัสที่ถูกตั้งชื่อว่าโควิด19นั้นเป็นเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อกันได้ง่ายผ่านสารคัดหลั่ง ละอองน้ำลายหรือเหงื่อเป็นต้น จึงทำให้เชื้อไวรัสที่มีการระบาดชนิดนี้ดูน่ากลัวนั่นเอง 

ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้นั้นหากผู้ป่วยได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้วนั้นจะทำให้เกิดอาการปอดติดเชื้อและอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ในที่สุดนั่นเองและยิ่งหากผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้นั้นมีโรคประจำตัวก็จะทำให้เชื้อไวรัสนี้สามารถคร่าชีวิตของผู้ป่วยได้โดยเวลาอันรวดเร็วด้วย จากยอดการสำรวจการติดเชื้อไวรัสในเบื้องต้นนั้นมาจากประเทสจีน

ซึ่งคนที่จะสามารถมีเชื้อไวรัสนี้ในร่างกายได้นั่นก็คือคนที่ได้เดินทางหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เกิดโรคระบาดนั่นเอง ถึงแม้ว่าคนที่ไม่ได้มีการเดินทางไปยังพื้นที่เกิดโรคระบาดนี้นั้นก็สามารถจะติดเชื้อได้เนื่องจาก ผู้ที่เคยเดินทางหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆนั่นเอง 

และเราจะสามารถดูแลตนเองได้อย่างไรหากเราได้เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงหรือมีการอาศัยอยู่ร่วมในพื้นที่เสี่ยงที่มีผู้ป่วยโรคระบาดนี้ ซึ่งขั้นตอนการดูแลตนเองในเบื้อต้นนั้น หากเราได้เดินทางไปยังสนานที่ที่มีการระบาดของโรคหรือได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เคยอาศัยหรือเดินทางไปยังในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคมาและสงสัยว่าตนเอง

อาจะได้รับเชื้อไวรัสที่มีการระบาดมาหรือไม่ เราสามารถเฝ้าระวังและสังเกตตนเองได้โดยการกักตัว14วันในพื้นที่จำกัด เช่นการอยู่บ้านเพียงอย่างเดียวไม่ออกไปไหนหรือพบเจอผู้คน เพราะหากว่าเรามีอาการหรือติดเชื้อไวรัสนั้นจะช่วยลดอัตราการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนั่นเอง ช่วง14วันจะเป็นช่วงที่เชื้อไวรัสมีการฝักตัวและหากเราได้รับเชื้อก็จะมีอาการภายใน14วันนั้นนั่งเอง

อาการข้างต้นของผู้ได้รับเชื้อก็คืออาการขั้นต้นจะเหมือรอาการป่วย เช่นปวดหัว ตัวร้อน มีไข้และขั้นถัดมาจะมีอาการไอหรือจามร่วมด้วย ซึ่งดูเผินๆแล้วก็เหมือนอาการป่วยทั่วไป และขั้นต่อมาคือการหายใจหากได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้จะทำการหายใจนั้นติดขัดและรู้สึกเหนื่อยง่ายเมื่ออยู่ในขั้นนี้แล้วนั้นหากไม่ได้รับการรักษาก็อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อที่ปอดและอาจจะเสียชีวิตในที่สุดได้ ดังนั้นเมื่อมีการเฝ้าระวัง14วัน หากมีอาการใดอาการหนึ่งควรจะไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุเลยจะดีที่สุดนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยหุ้น  

วิธีการบำรุงผมที่เสียให้กลับมามีสุขภาพที่ดีอีกครั้ง  

การที่สาวๆนั้นมีผมเสียแห้งและชี้ฟูหลังจากที่เรานั้นไปยืดผมมาเป็นอะไรที่หงุดหงิดอย่างมากเพราะว่ากว่าผมสวยๆของเรานั้นจะกลับมามีสุขภาพที่ดีอีกครั้งนานมาก  จะตัดผมที่เสียนั้นออกก็คงไม่คุ้มเพราะว่าถ้าต้องตัดผมที่เสียนั้นออกคงจะตัดสั้นอย่างมากหรือว่าไม่นั้นก็คงต้องโกรนผมนั้นทิ้ง อันนี้ก็คงไม่เหมาะ เราก็หวังว่าจากที่เรานั้นไปยืดผมมาเราก็อยากให้ผมของเรานั้นตรงสวย แต่พอหลังจากที่เรานั้นทำเสร็จกลับเป็นผมเสียที่เรานั้นได้มาแทน  เสียทั้งตัง เสียทั้งความรู้สึก  

  การที่เรานั้นนั้นยืมผมนั้นเราต้องการผมที่เรานั้นหยิกงอไม่สวยนั้นให้มีผมที่ตรง ถ้าจะให้เรานั้นหนีบผมหรือว่าเรานั้นไดร์ผมทุกวันก็คงจะเสียเวลาเราเลยเลือกที่จะยืดผม  เสียเวลาในการทำแค่วันเดียวแต่ว่าเรานั้นได้ผมที่ตรงอยู่ได้หลายเดือน อย่างน้อยเรานั้นก็ไม่ต้องเสียเวลาที่จะมานั่งทำผมก่อนที่เรานั้นจะออกบ้านแต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่เรานั้นคิดว่าเราอยากได้ผมที่ตรงสวย แต่หลังจากที่เรานั้นทำผมของเรานั้นเสีย แห้ง ฟู  แตกปราย วันนี้เราจะมาบอกวิธีการบำรุงผมที่เสียหลังจากที่เรานั้นยืดมา เป็นวิธีธรรมชาติ มีอะไรบ้างไปดูกัน 

สูตรหมักผมด้วยวิธีธรรมชาตินั้นมีหลายอย่างมาก  เช่น ว่านหางจระเข้ สูตรหมักด้วยไข่ไก่ แต่ด้วยว่าถ้าจะให้หมักผมด้วยการหมักผมที่เสียด้วยวิธีธรรมชาติ  เช่น น้ำมันอัลมอนด์ น้ำผึ้ง กล้วยหอม และน้ำมันมะพร้าวเป็นต้น 

เว้นระยะในการทำสารเคมีที่ซ้ำซาก  หลังจากที่เรานั้นยืดผมมานั้นถ้าเรานั้นทำสีผมด้วยแล้ว หลังจากที่เรานั้นยืดผมไปแล้ว  ให้เรานั้นบำรุงผมด้วยการทำทรีตเม้นด้วยสำหรับผมตรงอย่าง เทรซาเม่ อย่างน้อยอาทิตย์ล่ะ 1-2 ครั้ง  เมื่อผมของเรานั้นดีขึ้นแล้วค่อยไปทำสี  

การที่เรานั้นทำทรีตเม้นอย่างน้องอาทิตย์ละครั้งถือว่าเป็นการช่วยให้ผมที่ชี้ฟูและแห้งเสียหลังจากที่เรานั้นยืดผมมาจะทำให้ผมของเรานั้นกลับมามีสุขภาพผมที่ขึ้น

และให้เรานั้นหันมาลองใช้  โดฟอินเทนซ์ รีแพร์ ทรีทเม้นท์  มาส์ก สำหรับผมเสียนั้นจะได้มาช่วยบำรุงผมอย่างล้ำลึกจากภายในพร้อมที่จะปกป้องผมไม่ให้ขาดเปราะง่าย  ได้ถึง 10 เท่า เมื่อเรานั้นใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะฟื้นฟูผมเรานั้นให้กลับมามีสุขภาพดี

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  ชุดตรวจ hiv

เครื่องช่วยฟัง

ปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน

อาชีพที่เสี่ยงที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินของเสียงลดลง

ซึ่งเป็นที่มาของการใช้เครื่องช่วยฟังในอนาคต

ปัญหาการเกี่ยวกับการได้ยิน นอกจากจะสามารถเกิดกับคนสูงอายุที่อวัยวะเสื่อมสภาพตามกาลเวลาแล้ว ยังมีอีกหลายสาเหตุที่จะทำให้เราพบกับปัญหาการได้ยินเสียงลดลงได้เช่นกัน ทั้งจากการเกิดอุบัติเหตุที่มีผลไปกระแทกกับสมองแล้วส่งผลกระทบมายังหู หรือแม้แต่อุบัติเหตุที่เกิดจากหูโดยตรง

ทั้งการนำสิ่งของแหย่หู การทะเลาะวิวาทกันแล้วโดนตบที่ใบหูสิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อการได้ยินเสียงลดลงทั้งสิ้น นอกจากนี้การประกอบอาชีพ หรือการทำงานบางสายอาชีพก็มีผลทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของระบบภายในหูของเราเสื่อมลงได้เร็วขึ้นได้เช่นกัน เราลองมาดูกันว่ามีงานอะไรบ้างที่จะทำให้เราหูตึงได้เร็วขึ้นบ้าง

กลุ่มคนที่ทำงานประเภท Call Center 

กลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่ต้องทำงานด้วยการใช้หูฟังอยู่ตลอดเวลา โดยในหนึ่งวันจะมีการทำงานรับสายและโทรออกรวมกันแล้วอยู่ที่ 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่หากวันไหนที่บริษัทเปิดให้ทำโอทีอาจะมีการเพิ่มจาก 8 ชั่วโมงเป็น 9 หรือ 10 ชั่วโมงก็ได้ซึ่งจะเห็นว่าหูของพนักงาน call center แทบไม่ได้พักในการรับฟังเสียงเลย และส่วนใหญ่การใช้โทรศัพท์สำหรับรับสาย ระบบ call center จะใช้เป็นเครื่องครอบหูหรือที่เสียบติดแนบกับหูเพื่อให้ได้ยินเสียงของปลายทางได้ชัดขึ้น

ดังนั้นยิ่งเป็นการเพิ่มการทำงานให้กับระบบภายในหูของเรา ลองคิดดูสิว่า ใน7 วันต้องทำงานอย่างน้อย 5 วันและต้องมีการฟังเสียงตลอดเวลาทั้ง 5 วันหูจะทำงานหนักมาแค่ไหน จึงเป็นที่มาของการเสื่อมสภาพของอวัยวะหูภายในได้เร็วขึ้น

กลุ่มคนที่ทำงานในที่ที่เสียงดังมากๆ

อย่างเช่นพวกโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์หรือแม้แต่อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการทำพวกเตาหลอมต่างๆ เพื่อนี้จะมีการใช้งานเครื่องจักรกลขนาดใหญ่และมีเสียงดังมากๆเวลาเป็นทำงานของเครื่องยนต์ซึ่งคนที่ทำงานในที่แบบนี้จะพบว่าจะมีปัญหาหูอื้อ หรือหูได้ยินเสียงไม่ค่อยชัดกันมากเพราะการที่ต้องทำงานให้พื้นที่ที่เสียงดังมากๆ ดึงวันละ 8 ชั่วโมงระบบการทำงานของประสาทหูจะเสื่อมเร็วกว่าคนปกติ

 

กลุ่มคนที่ทำงานกลางคืนในผับหรือร้านอาหารที่มีการเปิดเพลงเสียงดังๆ

คนกลุ่มนี้ก็อยู่ในกลุ่มเสียงทำให้ระบบประสาทหูเสื่อมเร็วเหมือนกันเพราะคนกลุ่มนี้จะต้องทำงานอยู่ร้านอาหารเป็นเวลานานๆ บางครั้งต้องไปยืมเสิร์ฟหรือต้องเดินผ่านลำโพงขยายเสียงซึ่งจะทำให้หูได้รับเสียงดังมากๆ ผลของมันก็คือหูอื้อและทำให้การได้ยินเสียงไม่ค่อยชัดเช่นเดียวกับงานสายอื่นๆเหมือนกัน

โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ระวังไว้ดีกว่าแก้ไขทีหลัง


อาการเมื่อติดโรคจากสัตว์
อาการส่วนมากฃเมื่อมีลักษณะติดเชื้อต่างๆ จากสัตว์ จะมีลักษณะดังต่อไปนี้

– เป็นไข้
– ปวดกล้าม ปวดข้อ
– ปอดอักเสบ
– ไต/ตับ อักเสบ
ฯลฯ

อันตรายจากโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน
แต่ละโรคอาจมีลักษณะโรคแตกต่างกัน แต่ว่าอันตรายที่เกิดขึ้นอยู่กับคนที่ติดโรคจากสัตว์ หรือติดจากผู้เจ็บป่วยที่ติดเชื้อโรคจากสัตว์อีกต่อหนึ่ง เป็น ความร้ายแรงของโรคที่เกิดขึ้น ซึ่งบางทีอาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้ออื่นๆ ทั้งนี้ควรดูแลรักษาอย่างทันเวลา ก่อนจะลุกลามไปติดโรคในอวัยวะส่วนอื่นๆ จนกระทั่งให้การรักษาไม่ทัน

การวิเคราะห์โรคจากสัตว์สู่คน
เมื่อกรุ๊ปของโรคที่มีต้นเหตุมากจากสัตว์สู่คนมีความกว้าง จึงแบ่งออกได้เป็นหลายกรุ๊ปตามเชื้อโรค หรือเชื้อแบคทีเรียที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ด้วยเหตุผลดังกล่าวการวิเคราะห์โรคก็เลยต้องมีการซักเรื่องราวเพื่อให้ได้ช่วงการสัมผัสกับสัตว์ที่แน่ๆ ว่าที่ผ่านมาใกล้กับสัตว์ตัวไหน สัมผัส หรือโดนสัตว์ประเภทใดกัดมาบ้างไหม รวมทั้งไปสัมผัส หรือสนิทสนมกับผู้ที่มีลักษณะอาการซึ่งรู้สึกเจ็บป่วยหรือเปล่า เพื่อปฏิบัติงานตรวจเลือด หรือสารคัดหลั่งเพื่อหาที่มาของโรคได้ถัดไป

ปัจจุบันนี้ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน อยู่ในการควบคุมของภาครัฐอย่างใกล้ชิด และก็ยังไม่มีรายงานการติดต่อของโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คนอย่างหนักประเภทที่คุมสถานการณ์มิได้มาก่อน แม้มีเรื่องที่น่าสงสัย หรือต้องการติดต่อมาและสอบถามเกี่ยวกับการระบาดของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ศูนย์วิทยาศาสตร์โรคเกิดใหม่ แผนกแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ตัวอย่างกลุ่มโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน
• พิษสุนัขบ้า (สุนัข แมว โค กระบือ ม้า และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด)
• นิวคาสเซิล (ไก่งวง เป็ด ห่าน นกแก้ว นกพิราบและนกกาน้ำ)
• สมองอักเสบญี่ปุน (ม้า ลา สุกร โค แกะ แพะ สุนัข แมว สัตว์ป่า สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และนก)
• ติดเชื้อไวรัสเฮนดรา (ม้า ค้างคาว แมว หนูตะเภา สุนัข กระต่าย ไก่)
• ติดเชื้อไวรัสฮันตา (สัตว์ฟันแทะที่อาศัยในป่า)
• ไข้หวัดใหญ่ (นก สุกร ม้า เฟอร์เร็ต และแมว)
• สเตรปโทคอกโคสิส (ม้า หนูตะเภา สุกร สุนัข แมว ปลา ลิง วัว แกะ แพะ เฟอร์เรต และสัตว์ปีก)
• ไข้คิว (แกะ แพะ วัว สุนัข แมว กระต่าย ม้า สุกร อูฐ กระบือ สัตว์ฟันแทะ และนกบางชนิด)
• กาฬโรค (กระรอก กระจง หนู แมว กระต่าย สัตว์ป่าที่กินเนื้อ แพะ แกะ และอูฐ)
• ลายม์ (เห็บ สุนัข ม้า วัว กวางหางขาว หนูไมซ์ สัตว์จำพวกกระรอกเทา และแรคคูน)
• เลปโทสไปรา (วัว แกะ แพะ หมู สุกร สุนัข แมว และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยในทะเล)
• ติดเชื้ออีโคไล (วัว แกะ สุกร กวาง สุนัข และสัตว์ปีก)
• วัวบ้า (วัว แกะ แพะ สุกร มิ้งค์ หนู ลิงมาโมเซท และลิงบางชนิด)

ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

น้ำเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายของเรา หากขาดน้ำเกิน 3 วัน เราสามารถเสียชีวิตได้ ในขณะที่เราสามารถขาดอาหารได้ถึง 7 วัน ถึงจะเสียชีวิต คิดดูว่าน้ำสำคัญกับร่างกายเราขนาดไหน
3 สัญญาณของคนดื่มน้ำน้อย

หากไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นคนดื่มน้ำน้อยหรือไม่ ให้สังเกตได้จาก
1. ปัสสาวะไม่ถึง 4-7 ครั้งต่อวัน
2. ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มแทบทุกครั้ง
3. ปัสสาวะมีกลิ่นฉุนจัด

เพียงแค่ดื่มน้ำน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย พฤติกรรมนี้ก็สามารถส่งผลเสียถึงร่างกายได้มากมายขนาดนี้ ซึ่งยังไม่รวมไปถึงผลเสียด้านผิวพรรณที่หย่อนคล้อย หมองคล้ำ ผิวแห้ง ตาแห้ง และดูแก่กว่าวัยอีก ซึ่งนอกจากสาวๆ ได้ยินแล้วแทบจะกรี๊ด คุณผู้ชายก็น่าจะรู้สึกเสียวไส้พอกัน

ณ ตอนนี้ใครที่กำลังประสบปัญหาดื่มน้ำไม่พอ ดื่มน้ำน้อย และมีอาการเกิดขึ้นดังกล่าว ควรรีบปรับปรุงด่วยโดยควรดื่มน้ำเพิ่มขึ้นให้ได้ราวๆ 1,500-2,000 มิลลิลิตรต่อวัน หรือ 6-8 แก้วต่อวัน หรือถ้ากลัวลืมก็เอาขวดลิตรมาตั้งไว้บนโต๊ะ 1 ขวด แล้วเตือนตัวเองว่าต้องดื่มให้หมด ทำงานจิบไป เข้าห้องประชุมก็ถือแก้วน้ำเข้าไปด้วย รับรองว่าหากทำได้ร่างกายของคุณจะไม่ขาดน้ำอีกต่อไป

ไปต่อหรือพอแค่นี้ หากปวดขาหลังจากวิ่ง

หลายๆ คน คงเริ่มออกกำลังโดยวิธีแรกที่เลือกคงหนีไม่พ้นการวิ่ง เพราะการวิ่ง คือการออกกำลังกายในทุกๆ ส่วน และให้ผลที่ดีต่อการลดน้ำหนัก และลดความอ้วนมาก แต่ไม่ว่าการออกกำลังกายไหนๆ ในระยะแรกหรือระยะยาวการออกกำลังกายมักทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้ออยู่แล้ว แต่วันนี้เราขอเน้นที่การวิ่ง หากคุณเคยมีข้อสงสัยว่าถ้าวิ่งแล้วมีอาการปวดร้าวไปทั้งขา ควรที่จะวิ่งเพื่อซ้ำ หรือพักก่อนดี
อาการปวดขาโดยทั่วไปเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่
1. ขาของเราอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ เช่น ยืนท่าเดิมนาน ๆ ทำให้การไหลเวียนโลหิตไม่ดี

2. ใช้กล้ามเนื้อขาอย่างต่อเนื่องมากเกินไป เช่น นักกีฬาที่ฝึกซ้อมอย่างหนักบ่อย ๆ

3. ปวดกล้ามเนื้อขาหลังออกกำลังกาย เกิดจากการที่ร่างกายพยายามซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่เสียหาย และมีของเสีย หรือกรดบางอย่างที่คั่งข้างในกล้ามเนื้อได้

ปวดขาหลังวิ่ง หลังออกกำลังกาย ควรพัก หรือฝืนออกกำลังกายต่อ ?
หากเราออกกำลังกายไปเรื่อยๆ แล้วพบว่ามีอาการตึงเมื่อยของขา สิ่งที่ควรทำ คือ การ “ทำซ้ำ” แต่ปรับเปลี่ยนวิธีการโดยต้องลดความหนักลง เช่น เคยวิ่ง 20 นาทีแล้วมีอาการปวดเมื่อยมาก ก็ควรลดลงเหลือ 10-15 นาที แล้ววิ่งให้ช้าลง

หากหยุดวิ่ง หยุดออกกำลังกายไปเลยหลังจากมีอาการปวดขา ?
หากคุณมีอาการปวดขาหลังจากที่วิ่งมานาน แล้วหยุดวิ่ง หยุดออกกำลังกายไปเลยนานๆ จะทำให้ของเสีย หรือการไหลเวียนของโลหิตที่คั่งค้างในกล้ามเนื้อยังคงค้างอยู่เหมือนเดิม ไม่ไหลเวียนไปตามที่มันควรจะเป็น เราจึงต้องขยับเขยื้อนกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้เกิดการไหลเวียนของโลหิต เพื่อขยับเอาของเสียที่ข้างอยู่ตามกล้ามเนื้อไหลเวียนออกไปด้วย

เมื่อปวดขา ควรใช้ “ยานวดคลายกล้ามเนื้อ” หรือกินยาแก้ปวดหรือไม่ ?
การทายานวดเพื่อนวดคลายกล้ามเนื้อ ในยานวดจะมีส่วนผสมของยาที่ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น และการนวดด้วยยานวดยังช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ดีอีกด้วย
แต่หากจะรับประทานยาแก้ปวดเลย อาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะการทานยาแก้ปวดอาจจะมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของระบบที่จะต้องกำจัดของเสียออกจากกล้ามเนื้อ เพราะทางที่ดีที่สุดคือการปล่อยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น
ทั้งนี้หากจะให้แนะนำว่าต้องทำอย่างไรหากมีอาการปวดขาหลังจากวิ่งออกกำลังกาย สิ่งที่จะแนะนำ คือ ให้ออกกำลังกายหรือวิ่งซ้ำเบาๆ หรือลดความเคร่งความหนักของการออกกำลังกายนี้ลง

ปวดขา ประคบร้อนหรือเย็นถึงจะดี ?
อาการปวดขาหลังการวิ่งควรจะประคบร้อนหรือเย็นนั้น ขึ้นอยู่กับอาการปวด หากปวดแบบเฉียบพลันขณะวิ่ง เพราะไม่ได้อุ่นร่างกายก่อน แนะนำให้ประคบเย็นบริเวณกล้ามเนื้อขาที่ปวด ประมาณ 3-5 นาที หรือประคบสลับกับหยุด ประคบไปเรื่อยๆ ก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ของเย็นที่แนะนำให้ใช้ ได้แก่ เจลเย็น ถุงเย็น แผ่นแปะเย็น ที่มีอุณหภูมิประมาณ11-15o C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ดี ที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อคืนสภาพได้เร็ว ในส่วนที่มีอาการปวดขาแบบเรื้อรัง แนะนำให้ประคบร้อนจะเห็นผลดีกว่า หรือจะประคบร้อนเย็นสลับกันก็สามารถทำได้ เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้เร็วขึ้น ช่วยรักาสมดุลของกล้ามเนื้อ

พฤติกรรมร้ายๆ ที่ทำลายสมองโดยไม่รู้ตัว

สมอง เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ๆ สำคัญมากของมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางการควบคุม เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยเส้นประสาทที่มีความซับซ้อนนับล้านๆ เส้นแล้ว หากสมองทำงานผิดปกติแล้ว ยังส่งผลไปถึงอวัยวะส่วนอื่นๆ และไม่สามารถหามาทดแทนได้อีกด้วย

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สมองถือเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย โดยมีหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหว การหายใจ เป็นต้น โดยทั้งนี้สมองจะมีหน้าที่ควบคุมและสั่งการให้ร่างกายให้ทำงานตามที่เราสั่งหรือคิดที่จะทำ เพื่อให้มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข โดยสมองมีการทำงานตลอดเวลา ดังนั้นการใส่ใจพฤติกรรมที่ควรปฏิบัติเพื่อให้สมองทำงานได้ดี จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีของสมอง และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมร้ายๆ ที่อาจทำลายสมอง

4 พฤติกรรมทำลายสมอง

  1. ความเครียด เป็นผลร้ายต่อสภาพจิตใจ และส่งผลกระทบต่อสมองทำให้เสียสมาธิ หรือบางคนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า
  2. สิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะ การที่นำพาตนเองไปอยู่ในที่ๆ เต็มไปด้วยมลภาวะ จะทำให้ร่างกายทำงานหนักขึ้นเนื่องจากออกซิเจนไม่บริสุทธิ์ หรืออาจไม่เพียงพอต่อสมอง ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการอยู่อาศัยในพื้นที่ที่อากาศไม่บริสุทธิ์ หรือเต็มไปด้วยภาวะมลพิษทางอากาศตลอดเวลา
  3. สูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำนอกจากทำให้เป็นมะเร็งปอดแล้ว ยังทำให้ร่างกายและสมองได้รับออกซิเจนลดลง และเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง
  4. โรคประจำตัว บางชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคสมองหลายโรค โรคหลอดเลือด ดังนั้น หากพบว่าตนเองมีโรคประจำตัว ควรรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสีย เพราะการรักษาเมื่อเกิดการทำลายของสมองแล้วจะไม่สามารถทำให้สมองกลับมาทำงานได้สมบรูณ์ตามปกติ และจิตใจจะทำงานผิดปกติไปด้วย

5 วิธีบำรุงสมอง
แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สมองยังมีความเกี่ยงข้องกับอารมณ์ การเรียนรู้ ทั้งนี้มนุษย์จึงควรหันมาใส่ใจพฤติกรรมพัฒนาสมอง โดยมี 5 พฤติกรรมดีดังนี้

  1. กินดี คือรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ลดอาหารบางจำพวกโดยเฉพาะอาหารทีมีน้ำตาลสูง ซึ่งจะเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมอง
  2. ออกกำลังกายดี การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายโดยรวมและหลอดเลือดแข็งแรง ไม่มีภาวะน้ำหนักเกิน
  3. นอนหลับพักผ่อนดี การที่เราสามารถที่จะนอนหลับพักผ่อนได้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายของเราทำงานได้ดีขึ้น ได้พักผ่อนสมอง และทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้น ดังนั้นควรมีเวลาพักผ่อนนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
  4. คิดดี การฝึกคิด ฝึกลงมือทำ จะช่วยให้สมองเกิดการเรียนรู้ และพัฒนากระบวนการคิดให้รวดเร็วขึ้น
  5. สนทนาดี การฝึกสนทนาพูดคุยกับคนอื่นๆ เป็นประจำ สม่ำเสมอ จะช่วยให้สมองได้มีการฝึกฝนแก้ปัญหา ส่วนคนที่เก็บตัว ไม่พบปะผู้คน พบว่าสมองมีกระบวนการทำงานในการแก้ปัญหาที่ช้าลง

มะเร็งเต้านม เสี่ยงเสียชีวิตสูง

“มะเร็งเต้านม” ภัยร้ายอันดับ 1 ที่ผู้หญิงไทยวิตกกังวล เมื่อตรวจพบว่าเป็นในระยะที่ 2 – 4 การพบแพทย์ให้เร็วที่สุด และเฝ้าระวังเป็นระยะ ๆ ช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้

มะเร็งเต้านม ภัยร้ายอันดับที่ 1 ของหญิงไทย
ศ.พญ. อิ่มใจ ชิตาพนารักษ์ หน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในการประชุมมะเร็งเต้านมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (4th Annual South East Asia Breast Cancer Symposium 2019: SEABCS) ว่า โรคมะเร็งเต้านมถือเป็นโรคมะเร็ง อันดับที่ 1 ในผู้หญิงไทย ทั้งยังมีเคสเกิดใหม่จากโรคมะเร็งเต้านม โดยประมาณ 30 รายต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ยสูงถึง 10 คนต่อวัน ผู้หญิงไทยที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ทุกช่วงอายุมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านได้ทุกคน และในช่วงกลุ่มที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปจะมีความเสี่ยงมากขึ้นอย่างชัดเจน

มะเร็งเต้านม เสี่ยงเสียชีวิตสูง เพราะมักไม่ได้รับการตรวจพบในระยะแรก
สาเหตุที่การตรวจโรคในระยะที่ 0 – 1 ไม่พบมากนัก สืบเนื่องมาจากวิธีการคัดกรองหรือตรวจโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้นนั้น จะต้องอาศัยการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ และการทำเมมโมแกรม เพื่อตรวจโรคในระยะเริ่มต้น ซึ่งโดยส่วนมากจะพบผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในระยะที่ 2 ถึง ระยะที่ 4 ซึ่งถือเป็นระยะลุกลามและแพร่กระจายของโรคแล้ว

เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “มะเร็งเต้านม”
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมอยู่ 3 ประการ ได้แก่

เมื่อเคยเป็นโรคมะเร็งเต้านมในระยะที่ 0 – 3 แล้วมีการรักษาจนหาย จะไม่กลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วควรจะต้องทำการตรวจการเกิดโรคซ้ำอย่างใกล้ชิดในระยะเวลา 2 ปีแรก และควรตรวจตามแพทย์นัดหมายใน 5 ปี และ 10 ปีเป็นระยะ เพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรคซ้ำ

ในบางกรณีผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแล้วจะมีความตื่นตระหนกและกลัวการเกิดโรคซ้ำ ซึ่งในความเป็นจริงแพทย์ขอแนะนำให้ อยู่อย่างระวัง แต่ไม่ระแวง ด้วยการพบแพทย์ตามที่นัดหมาย การหมั่นตรวจเช็คร่างกายหรือบริเวณที่เคยเกิดโรคมะเร็งเต้านม รวมไปถึงส่วนอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นการเฝ้าระวังโรคฯ

เมื่อมีการเกิดโรคซ้ำ หรือ มีอาการเสี่ยงเกิดโรคซ้ำแล้ว ไม่ไปพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษา แต่ปล่อยให้อาการลุกลาม เพราะกลัวการรักษาและผลข้างเคียงจากการรักษา

อันตรายของมะเร็งเต้านม ระยะที่ 4
สำหรับโรคมะเร็งเต้านม ระยะที่ 4 หรือ ระยะลุกลามและแพร่กระจาย คือระยะที่เซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปสู่อวัยวะภายในส่วนอื่นทำให้การควบคุมโรคเป็นไปได้ยาก และไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ โดยการแพร่กระจายโรคที่ถือเป็นกรณีเร่งด่วนทางการแพทย์และต้องได้รับการรักษาโดยด่วน ได้แก่ มะเร็งเต้านมที่มีการลุกลามไปเข้าสู่สมอง กระดูกไปจนถึงบริเวณไขสันหลัง หรือเข้าสู่หลอดเลือดหัวใจ ซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และต่อเนื่องจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและยืดอายุของผู้ป่วยให้อยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุข

วิธีป้องกัน-ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม
ผู้หญิงควรหมั่นเช็คร่างกายอย่างสม่ำเสมอ หรือเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการเฝ้าระวังโรค และสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงทีก่อนจะถึงระยะลุกลาม และในส่วนของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในระยะลุกลามและแพร่กระจาย ควรหมั่นพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี