สิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่กับไข้หวัดธรรมดา

   สำหรับเราทุกคนการที่มีอาการปวดหัว เป็นไข้และไอหรือแม้แต่การที่เรามีน้ำมูก ความเข้าใจของเราก็คือการที่เราเป็นไข้หวัด แต่อย่างที่เรารู้กันว่าไข้หวัดตอนนี้มีทั้งไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่แถมไข้หวัดใหญ่ยังมีหลายสายพันธ์อีกด้วยแล้วเราจะรู้ข้อแตกต่างของไข้หวัดทั้งสองอย่างได้อย่างไรและจะรู้ได้อย่างไงว่าจะต้องรักษาอาการไข้แบบไหนจึงจะหายดี

วันนี้เราจึงหาข้อเปรียบเทียบระหว่างไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่มาให้ดูกันว่ามีความเหมือนและต่างกันอย่างไรและเราจะมีวิธีการรักษาอาการของโรคเหล่านี้ได้อย่างไร

1.สำหรับคนที่มีอาการเป็นไข้แล้วมีน้ำมูกนั้น

 ถ้าเป็นเพียงแค่ไข้หวัดธรรมดาจะมีน้ำมูกใสๆ หรือบางทีเราอาจจะไม่มีน้ำมูกเลยก็ได้ แต่ถ้าหากเราเป็นไข้หวัดใหญ่ละก็ เราจะมีอาการของน้ำมูกเยอะ มีน้ำมูกเหนียวและข้นมากทำให้หายใจไม่ค่อยสะดวก

2.สำหรับอาการของคนเป็นไข้ที่มีอาการเจ็บคอ  

ถ้าเป็นแค่เพียงไข้หวัดธรรมดา มักจะมีอาการเจ็บคอแค่นิดหน่อยโดยจะเป็นแค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆในช่วงแรกเท่านั้นก็จะหายไป แต่หากเราเป็นไข้หวัดใหญ่ เราจะไม่มีอาการเจ็บคอเลย

3.สำหรับอาการแทรกซ้อนของคนที่เป็นไข้หวัด

ถ้าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา เรามักจะพบว่าจะมีอาการของการเกิดโรคหูอักเสบไปจนถึงโรคไซนัสได้ แต่หากเราเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วละก็เราจะมีอากรแทรกซ้อนของโรคหลอดลมอักเสบหรือบางคนเป็นโรคปอดบวมซึ่งความอันตรายของโรคจะร้ายแรงแตกต่างกันอย่างชัดเจน

4.สำหรับขั้นตอนการรักษาของโรคไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่นั้นจะมีการรักษาที่แตกต่างกันนั่นก็เพราะอาการของโรคทั้งสองชนิดถึงแม้จะมีอาการที่ใกล้เคียงกันจนบางครั้งเราก็ไม่สามารถแยกออกได้แต่อาการของคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่จะมีอาการที่รุนแรงและเป็นนานกว่ามาก กว่าจะหายจากอาการไข้และยังมีปัญหาเรื่องของโรคแทรซ้อนที่อันตรายเข้ามาอีกดังนั้นการรักษาอาการของโรคไข้หวัดธรรมดา เรามักจะรักษาตามอาการ เช่นปวดหัวก็กินยาแก้ไขปวดหัว  ตัวร้อนก็กินยาลดไข้ หรือถ้าไอจามมีน้ำมูกก็กินยาที่รักษาอาการของโรคตามอาการที่เป็นและหากไม่มีอาการอะไรก็ไม่ต้องกินและไม่นานก็หายเองเพียงแค่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ แต่ถ้าหากเป็นไข้หวัดใหญ่จะต้องมีการใช้ยาAmantadine หรือ Rimantadine    ซึ่งแพทย์จะเป็นคนสั่งยาให้เองโดยจะมีการรักษาด้วยยาดังกล่าวหลังจากตรวจพบอาการภายใน 1-2 วัน

 

สนับสนุนโดย  ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร

มาทำความรู้จักโรคเบาหวาน เพื่อป้องกัน

โรคเบาหวาน ถือว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงและน่ากลัวเป็นอย่างมาก

โรคนี้นั้นได้เกิดจาดความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินออกมาไม่เพียงพอ ร่างกายจึงไม่สามารถที่จะนำน้ำตาลเอาไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดนั้นสูงมากขึ้น หากว่าทิ้งเอาไว้เป็นเวลานานในระยะยาวจะส่งผลให้เกิดการทำลายหลอดเลือด ที่จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานขั้นรุนแรงมากขึ้น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานนี้พบบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ทางองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้มีการรายงานออกมาบอกว่า ในปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานทั่วโลกเป็นจำนวนมากกว่า 425 ล้านคน

และจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกถึง 642 ล้านคนในปีพ.ศ.2583 ก็เป็นได้ เพราะจากผลสำรวจสุขภาพของประชาชนคนไทยครั้งล่าสุดเมื่อปี2557 ได้พบว่าคนไทยเองประมาณ 4.8 ล้านคนนั้นได้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในทุกๆปี จากสถิติเหล่านี้ได้พบว่า ประชากรในวัยผู้ใหญ่ 1 ใน 11 คนนั้นป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานร้อยละ50 จะไม่รู้สึกตัวหรือรู้ตัวว่าตนเองนั้นเป็นโรคเบาหวาน และคุณก็จะเป็น 1 ในนั้นที่ไม่ทราบและไม่รู้ตัวว่าตนเองนั้นเป็นโรค เพราะฉะนั้นคุณควรเข้ามาตรวจกับทางโรงพยาบาล เพื่อทำการค้นหาโรคเบาหวานในร่างกาย เพราะหากว่าคุณเป็น จะได้ทำการวินิจฉันในการรักษาได้ทันเวลา ก่อนที่เชื้อนั้นจะลามรุ่นแรงมากขึ้นและยากต่อการรักษา ซึ่งบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานนี้อย่างมากคือ

  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วน หากไม่ทราบให้ลองวัดค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI ถ้าค่าเฉลี่ยออกมามากกว่า 25 นั้นแปลว่าคุณอาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน
  • เป็นโรคความดันโลหิตสูงแต่เดิม
  • ระดับไขมันในเลือดมีความผิดปกติ
  • เคยมีประวัติของการเป็นโรคเบาหวานในขณะที่ตั้งครรภ์ หรือเคยมีประวัติการคลอดทารกที่มีน้ำหนักมากกว่า 2 4 กิโลกรัม
  • เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดแต่เดิม
  • สตรีที่มีภาวะถุงน้ำรังไข่

โรคเบาหวานสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายๆอย่าง เพราะร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้ ดังนี้ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย ภาวะแทรกซ้อนทางตา ทางไต หรือในส่วนของเส้นประสาทส่วนปลาย หากให้กล่าวถึงภาวะแทรกซ้อนที่ถูกค้นพบบ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นก็คือ ภาวะแทรกซ้อนทางตา ซึ่งจะพบเป็นอย่างมากโดยเฉลี่ยแล้วจะพบ 1 คน 3 คนของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณและป้องกันได้ถ้าคุณได้รับการตรวจและวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยทางการแพทย์ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณเอง

 

สนับสนุนโดย  ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม

เลิกบุหรี่ให้ได้ผล…แบบลาขาด

ในช่วงปัจจุบันนี้อาจจะไม่มีผู้ใดไม่เคยรู้ถึงอันตรายของบุหรี่ที่มีต่อสุขภาพของทั้งยังผู้สูบเองและก็คนที่อยู่รอบข้าง แต่ปริมาณผู้สูบบุหรี่ในช่วงยาวนานหลายปีมานี้กลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย แม้ว่าจะมีการรณรงค์ส่งเสริมรวมทั้งมีมาตรการทางกฎหมายเพื่อการเลิกบุหรี่มากสักเพียงใดก็ตาม

จากการสำรวจพฤติกรรมการสูบ บุหรี่ไฟฟ้า ของชาวไทยโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติครั้งล่าสุดเมื่อปี 2557พบว่า ในจํานวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น 54.8 ล้านคน เป็นผู้ที่สูบบุหรี่มากถึง 11.4 ล้านคนหรือจำนวนร้อยละ 20.7 โดยสูบเป็นประจํา 10 ล้านคน แล้วก็สูบนานๆครั้ง 1.4 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ที่มีผู้สูบบุหรี่อยู่ปริมาณร้อยละ 19.9

มีการประเมินกันว่าผู้สูบบุหรี่พวกนี้จำนวนถึง 1 ใน 4 จะเสียชีวิตด้วยโรคที่เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่ในอีก 10-20 ปีต่อไป เนื่องจากควันจากบุหรี่มีสารเคมีมากยิ่งกว่า 4,000 ประเภท โดยเป็นสารพิษมากยิ่งกว่า 250 ประเภท รวมทั้งเป็นสารก่อโรคมะเร็งมากยิ่งกว่า 50 ประเภท

ในแต่ละปีมีชาวไทยจำนวนมากถึง 42,000 – 52,000 คนเสียชีวิตด้วยโรคที่เป็นผลมาจากการสูบบุหรี่โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด โรคระบบหัวใจรวมทั้งหลอดเลือด รวมทั้งโรคถุงลมโป่งพอง ในขณะที่สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคลงได้อย่างมากแค่เพียงเลิกดูดบุหรี่เพียงแค่นั้น

บุหรี่…ติดง่าย แต่ว่าเลิกยาก

เพราะอะไรการเลิกบุหรี่จึงเป็นเรื่องยาก? ปัจจัยก็เพราะว่าบุหรี่นั้นไม่ได้ต่างอะไรกับสารเสพติด โดยการติดบุหรี่สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้านหลักๆด้วยกันคือ การติดทางด้านจิตใจซึ่งมักมีสาเหตุจากความคุ้นเคยแล้วก็ความเชื่อที่ว่าบุหรี่ช่วยทำให้เกิดความสบายผ่อนคลายความเคลียดได้ กับการติดทางร่างกายหมายถึงการติดนิโคตินที่เป็นสิ่งเสพติดในบุหรี่นั่นเอง

จากการศึกษาพบว่าเมื่อสูบบุหรี่ สารนิโคตินจะซึมซับไปสู่กระแสโลหิตแล้วก็ผ่านไปยังสมองอย่างรวดเร็วภายในช่วงเวลาเพียงแค่ 6 วินาทีเพียงแค่นั้น ผู้สูบจึงรู้สึกผ่อนคลาย ลดความกังวลใจลงได้ในทันทีทันใด แต่ว่าก็เป็นผลระยะสั้นแค่นั้น เนื่องจากเมื่อระดับนิโคตินน้อยลง อารมณ์ทางบวกนั้นก็หายไป ถ้าหากต้องการความสบายอีกก็จะต้องสูบอีกจนกระทั่งกลายเป็นการเสพติดในที่สุดเมื่อติดบุหรี่แล้ว การจะเลิกมักทำเป็นยาก เพราะเหตุว่าสิ่งที่ตามมาเป็นอาการถอนยาหรืออาการขาดนิโคติน ซึ่งจะเริ่มภายใน 4-6 ชั่วโมงหลังการหยุดบุหรี่

Ducati Monster 821 สิงค์แดงแห่ง อิตาลี่

เรามาดูกันที่โดยกันดีกว่า จุดเด่นของ Monster 821

ที่ต้องใช้คำว่าค่อนข้างเด่นกว่าในรถรุ่นอื่นนะครับก็คือเรื่องของระบบเฟรม ถามว่าเฟรมอะไร Monster 821 มีเฟรมเท่านี้จับที่หัวเครื่องทีเดียวจบเลยซึ่งต่างจากในรถค่ายอื่นหรือว่ายี่ห้ออื่นนะครับ เฟรมจะเป็นอันใหญ่ๆมาแล้วก็ร้อยไปถึงตำแหน่งนี้ซึ่งเฟรมมันจะใหญ่มากๆ แต่ถ้าเกิด Monster 821 หัวใจหลักในการยึดอะไหล่เข้าไปให้เป็นรถเป็นคันนั่นคือเครื่องยนต์นะครับ เครื่องยนต์จะอยู่ตรงกลางเฟรมจะร้อยเข้าหัวเครื่องซัพเฟรมจะร้อยเข้ากับหัวเครื่อง สวิงอาร์มก็จะร้อยเข้าหางเครื่องซึ่งเอาง่ายๆถ้าเราถอดเครื่องยนต์ออกเมื่อไหร่จากรถจะกลายเป็นอะไหล่ทันที

นั่นก็เป็นจุดนึงที่เป็นเสน่ของเจ้าตัวนี้นี่แหละ ok เราคงไม่มีอารมณ์มาถอดเครื่องเล่นบ่อยๆหรอก แต่สิ่งที่เฟรมตัวนี้ทำได้คือความเบา นึกภาพออกมั้ยครับรถที่เฟรมใหญ่ๆต่อให้เป็นอลูมิเนียมยังไงมันก็มีน้ำหนักที่หนัก ซึ่งตัวนี้น้ำหนักโดยรวมทำได้ดีอยู่ที่ 205kg เท่านั้น

ซึ่ง z800,z900 อยู่ที่ 210,220อยู่เลยนะครับ ซึ่งจะหนักกว่าเพราะว่ายังเป็นระบบที่ยังเป็นโครงใหญ่อยู่แต่ตัวนี้มีเฟรมอยู่เท่านี้ ซึ่งเลเอาร์การวางแบบนี้เหมือนในพานิกาเร่เลย แต่พานิกาเร่จะไม่ได้เป็นเฟรมพาร์ทที่เป็นเครื่องแอลทูวินเนี่ย เฟรมจะเป็นอลูมิเนียมหล่อขึ้นมาลูกเท่านี้เหมือนกัน แล้วจับกับตำแหน่งเครื่องยนต์แบบนี้เหมือนกันซึ่งมันเป็นจุดเด่นเลยแหละ ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของตัวนี้เลยนะครับคือมีอยู่แค่นี้เล็กมาก ต่อมานอกจากเครื่องยนต์เฟรมอ็อฟชั่นหนึ่งที่ถือว่าเด่นมากใน Monster 821 แล้วไม่มีในตัวเล็กอย่าง 795,796,797 หรือคลาสรถญี่ปุ่นที่ปีไล่เลี่ยกัน

นั่นคือแทคชั่นคอนโทรลตัวนี้มันคล้ายในยุคของตัวสตรีทไฟเตอร์ละกัน แต่ในตัวนี้เด่นกว่าเพราะว่ามีทั้งระบบ ABS แล้วก็มีทั้งระบบแทรคชั่นคอนโทรลซึ่งค่อนข้างเด่นเมื่อเทียบกับรถที่อยู่ในเซ็กเม้นเดียวกันนะครับรถราคาที่ใกล้เคียงกัน และนอกจากตัวอ็อฟชั่นที่เด่นแล้วมาดูเรื่องของติดรถ ไม่ว่าจะเป็นเบรคหรือเป็นโช๊ค โช๊คหน้าอัพไซต์ดาวนะครับ 795,796,797 ก็จะเป็นอัพไซต์ดาวเหมือนกันอาจจะไม่ได้แปลกอะไร ส่วนเบรคหน้าและเบรคหลังเป็นแบมโบ้ก็อิตาลี่เหมือนกับสัญชาติรถละกัน

ซึ่งถ้าเป็นรถญี่ปุ่นมันอาจจะเป็นนิชชินเป็นโทคิโก๊ะหรือตัวแพงๆหน่อย รถที่มีราคาสูงขึ้นมาหน่อยที่เป็นรถญี่ปุ่นอาจจะเป็นแบบโบ้บ้างในบางรุ่นแต่จะเป็นโทคิโก๊ะหรือนิชชินนั่นแหละที่เราเห็นกันประจำนะครับ แต่ Ducati ใส่ของแบมโบ้เป็นมาตรฐานมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนะครับทั้งเบรคหน้าและเบรคหลังเลย อันนี้คืออ็อฟชั่นโดยประมาณและโดยรวมนะครับซึ่งพูดได้ว่าเมื่อเทียบกับตัวใหม่ อย่างที่ผมบอกนะครับว่าพื้นฐานยังมีความใกล้เคียงกันมีโมชั่นคอนโทรลมีสลิปเปอร์ครัช ABS เหมือนกันแต่ตัวใหม่จะมีดีไซต์ที่ต่างกันออกไป

การเซอร์วิตถึงยังสามารถเปิดได้เหมือนรถยุคเก่า จอสีควิคชิปเปอร์อันนี้คือโจทของรถใหม่ แต่ในตัวโฉมเก่าก่อนไมเนอร์เช้นเมื่อเทียบกับตัวไมเนอร์เช้นแล้วมีอ๊อฟชั่นที่ใกล้เคียงกันก็แล้วกันต่างกันนิดนึง แต่ด้วยราคาที่เป็นมือสองในปัจจุบันมันดรอปลงมาเยอะ ปัจจุบันตอนที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ตัวนี้มือสองอยู่ที่ 3แสนบวกลบหลักพันถึงหลักหมื่น แต่ไอ้พวก 2-3หมื่นกิโลไม่ถึง3แสนก็มี ซึ่งราคาป้ายแดงตัวนี้อยู่ที่ 479000 นะครับ ก็ใกล้เคียงกับรุ่นไมเนอร์เช้นโฉมปัจจุบันแหละ

 

สนับสนุนโดย  บิ๊กไบค์มือสอง

เครื่องช่วยฟัง

ปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน

อาชีพที่เสี่ยงที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินของเสียงลดลง

ซึ่งเป็นที่มาของการใช้เครื่องช่วยฟังในอนาคต

ปัญหาการเกี่ยวกับการได้ยิน นอกจากจะสามารถเกิดกับคนสูงอายุที่อวัยวะเสื่อมสภาพตามกาลเวลาแล้ว ยังมีอีกหลายสาเหตุที่จะทำให้เราพบกับปัญหาการได้ยินเสียงลดลงได้เช่นกัน ทั้งจากการเกิดอุบัติเหตุที่มีผลไปกระแทกกับสมองแล้วส่งผลกระทบมายังหู หรือแม้แต่อุบัติเหตุที่เกิดจากหูโดยตรง

ทั้งการนำสิ่งของแหย่หู การทะเลาะวิวาทกันแล้วโดนตบที่ใบหูสิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อการได้ยินเสียงลดลงทั้งสิ้น นอกจากนี้การประกอบอาชีพ หรือการทำงานบางสายอาชีพก็มีผลทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของระบบภายในหูของเราเสื่อมลงได้เร็วขึ้นได้เช่นกัน เราลองมาดูกันว่ามีงานอะไรบ้างที่จะทำให้เราหูตึงได้เร็วขึ้นบ้าง

กลุ่มคนที่ทำงานประเภท Call Center 

กลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่ต้องทำงานด้วยการใช้หูฟังอยู่ตลอดเวลา โดยในหนึ่งวันจะมีการทำงานรับสายและโทรออกรวมกันแล้วอยู่ที่ 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่หากวันไหนที่บริษัทเปิดให้ทำโอทีอาจะมีการเพิ่มจาก 8 ชั่วโมงเป็น 9 หรือ 10 ชั่วโมงก็ได้ซึ่งจะเห็นว่าหูของพนักงาน call center แทบไม่ได้พักในการรับฟังเสียงเลย และส่วนใหญ่การใช้โทรศัพท์สำหรับรับสาย ระบบ call center จะใช้เป็นเครื่องครอบหูหรือที่เสียบติดแนบกับหูเพื่อให้ได้ยินเสียงของปลายทางได้ชัดขึ้น

ดังนั้นยิ่งเป็นการเพิ่มการทำงานให้กับระบบภายในหูของเรา ลองคิดดูสิว่า ใน7 วันต้องทำงานอย่างน้อย 5 วันและต้องมีการฟังเสียงตลอดเวลาทั้ง 5 วันหูจะทำงานหนักมาแค่ไหน จึงเป็นที่มาของการเสื่อมสภาพของอวัยวะหูภายในได้เร็วขึ้น

กลุ่มคนที่ทำงานในที่ที่เสียงดังมากๆ

อย่างเช่นพวกโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์หรือแม้แต่อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการทำพวกเตาหลอมต่างๆ เพื่อนี้จะมีการใช้งานเครื่องจักรกลขนาดใหญ่และมีเสียงดังมากๆเวลาเป็นทำงานของเครื่องยนต์ซึ่งคนที่ทำงานในที่แบบนี้จะพบว่าจะมีปัญหาหูอื้อ หรือหูได้ยินเสียงไม่ค่อยชัดกันมากเพราะการที่ต้องทำงานให้พื้นที่ที่เสียงดังมากๆ ดึงวันละ 8 ชั่วโมงระบบการทำงานของประสาทหูจะเสื่อมเร็วกว่าคนปกติ

 

กลุ่มคนที่ทำงานกลางคืนในผับหรือร้านอาหารที่มีการเปิดเพลงเสียงดังๆ

คนกลุ่มนี้ก็อยู่ในกลุ่มเสียงทำให้ระบบประสาทหูเสื่อมเร็วเหมือนกันเพราะคนกลุ่มนี้จะต้องทำงานอยู่ร้านอาหารเป็นเวลานานๆ บางครั้งต้องไปยืมเสิร์ฟหรือต้องเดินผ่านลำโพงขยายเสียงซึ่งจะทำให้หูได้รับเสียงดังมากๆ ผลของมันก็คือหูอื้อและทำให้การได้ยินเสียงไม่ค่อยชัดเช่นเดียวกับงานสายอื่นๆเหมือนกัน

โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ระวังไว้ดีกว่าแก้ไขทีหลัง


อาการเมื่อติดโรคจากสัตว์
อาการส่วนมากฃเมื่อมีลักษณะติดเชื้อต่างๆ จากสัตว์ จะมีลักษณะดังต่อไปนี้

– เป็นไข้
– ปวดกล้าม ปวดข้อ
– ปอดอักเสบ
– ไต/ตับ อักเสบ
ฯลฯ

อันตรายจากโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน
แต่ละโรคอาจมีลักษณะโรคแตกต่างกัน แต่ว่าอันตรายที่เกิดขึ้นอยู่กับคนที่ติดโรคจากสัตว์ หรือติดจากผู้เจ็บป่วยที่ติดเชื้อโรคจากสัตว์อีกต่อหนึ่ง เป็น ความร้ายแรงของโรคที่เกิดขึ้น ซึ่งบางทีอาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้ออื่นๆ ทั้งนี้ควรดูแลรักษาอย่างทันเวลา ก่อนจะลุกลามไปติดโรคในอวัยวะส่วนอื่นๆ จนกระทั่งให้การรักษาไม่ทัน

การวิเคราะห์โรคจากสัตว์สู่คน
เมื่อกรุ๊ปของโรคที่มีต้นเหตุมากจากสัตว์สู่คนมีความกว้าง จึงแบ่งออกได้เป็นหลายกรุ๊ปตามเชื้อโรค หรือเชื้อแบคทีเรียที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ด้วยเหตุผลดังกล่าวการวิเคราะห์โรคก็เลยต้องมีการซักเรื่องราวเพื่อให้ได้ช่วงการสัมผัสกับสัตว์ที่แน่ๆ ว่าที่ผ่านมาใกล้กับสัตว์ตัวไหน สัมผัส หรือโดนสัตว์ประเภทใดกัดมาบ้างไหม รวมทั้งไปสัมผัส หรือสนิทสนมกับผู้ที่มีลักษณะอาการซึ่งรู้สึกเจ็บป่วยหรือเปล่า เพื่อปฏิบัติงานตรวจเลือด หรือสารคัดหลั่งเพื่อหาที่มาของโรคได้ถัดไป

ปัจจุบันนี้ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน อยู่ในการควบคุมของภาครัฐอย่างใกล้ชิด และก็ยังไม่มีรายงานการติดต่อของโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คนอย่างหนักประเภทที่คุมสถานการณ์มิได้มาก่อน แม้มีเรื่องที่น่าสงสัย หรือต้องการติดต่อมาและสอบถามเกี่ยวกับการระบาดของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ศูนย์วิทยาศาสตร์โรคเกิดใหม่ แผนกแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ตัวอย่างกลุ่มโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน
• พิษสุนัขบ้า (สุนัข แมว โค กระบือ ม้า และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด)
• นิวคาสเซิล (ไก่งวง เป็ด ห่าน นกแก้ว นกพิราบและนกกาน้ำ)
• สมองอักเสบญี่ปุน (ม้า ลา สุกร โค แกะ แพะ สุนัข แมว สัตว์ป่า สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และนก)
• ติดเชื้อไวรัสเฮนดรา (ม้า ค้างคาว แมว หนูตะเภา สุนัข กระต่าย ไก่)
• ติดเชื้อไวรัสฮันตา (สัตว์ฟันแทะที่อาศัยในป่า)
• ไข้หวัดใหญ่ (นก สุกร ม้า เฟอร์เร็ต และแมว)
• สเตรปโทคอกโคสิส (ม้า หนูตะเภา สุกร สุนัข แมว ปลา ลิง วัว แกะ แพะ เฟอร์เรต และสัตว์ปีก)
• ไข้คิว (แกะ แพะ วัว สุนัข แมว กระต่าย ม้า สุกร อูฐ กระบือ สัตว์ฟันแทะ และนกบางชนิด)
• กาฬโรค (กระรอก กระจง หนู แมว กระต่าย สัตว์ป่าที่กินเนื้อ แพะ แกะ และอูฐ)
• ลายม์ (เห็บ สุนัข ม้า วัว กวางหางขาว หนูไมซ์ สัตว์จำพวกกระรอกเทา และแรคคูน)
• เลปโทสไปรา (วัว แกะ แพะ หมู สุกร สุนัข แมว และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยในทะเล)
• ติดเชื้ออีโคไล (วัว แกะ สุกร กวาง สุนัข และสัตว์ปีก)
• วัวบ้า (วัว แกะ แพะ สุกร มิ้งค์ หนู ลิงมาโมเซท และลิงบางชนิด)

อธิบายเรื่องเกี่ยวกับเสียงในหูที่เป็นต้นเหตุให้เราเกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน

ทินไนตัส (Tinnitus) เป็นชื่อที่ทางการแพทย์เรียก ซึ่งอาการนี้จะมีลักษณะของการได้ยินเสียง

เป็นการเกิดจากภายในหูของเรา ซึ่งเสียงเหล่านี้จะค่อนข้างที่จะมีลักษณะคล้ายกับเสียงจกจั่นร้องบางคนก็อาจจะได้ยินเสียงนี้จากในศรีษะของตน ซึ่งมันบ่งบอกถึงตำแหน่งที่แน่ชัดไม่ได้ แต่อาการเหล่านี้มักเหมือนกับว่ามีเสียงที่เกิดขึ้นอยู่ภายในส่วนของหูของเรานั่นเอง

หลักการของการได้ยินเสียงนั้น นั่นก็คือการเกิดเสียงที่ดังกระทบกับระบบการได้ยินของเรา ซึ่งเสียงเหล่านี้จะเป็นรูปแบบการเกิดคลื่นเสียง ที่จะสามารถทำการเคลื่อนที่ย้ายจากการได้ยินของหูชั้นนอกของเราเคลื่อนตัวเข้าไปเรื่อยๆจนถึงระดับการได้ยินของหูชั้นในสุด ซึ่งหลังจากนั้นแล้วระบบการได้ยินเสียงต่างๆที่เคลื่อนย้ายมานั้นจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานจากคลื่นที่เป็นรูปแบบของเสียง เป็นคลื่นที่เป็นรูปแบบของไฟฟ้า จากนั้นจึงเป็นการส่งต่อด้วยการกระจายเสียงนี้ไปตามระบบของประสาท ซึ่งจะมีต่อมการรับเสียงของเราอยาภายในร่างกายนั้นๆจนถึงระบบที่เรียกว่าสูงสุดของกลไกลสมองของเรา ซึ่งนั้นเป็นต้น

เหตุที่ทำให้เกิดการตอบสนองของระบบเสียงต่างๆที่เราสามารถได้ยินเสียงเหล่านี้ 

การได้ยินและระบบการทำงานต่างๆนั้นเป็นการสั่งงานให้ ร่างกายของเราทำปฏิกิริยาตอบสนองในรูปแบบของการปฏิบัติทางร่างกายและอวัยวะต่างๆของเรา 

การได้ยินเสียงต่างๆนั้น ร่างกายหรือกลไกลของสมองของเราจะทำงานและจะมีความจำหรือมีการเก็บสะสมการตอบสนองในด้านต่างๆไว้ อย่างเช่นการตื่นและการหลับหรือการใช้ชีวิตประจำซ้ำๆหรือแปลกๆใหม่ๆ จะมีการถูกเก็บสะสมกับกลไกลของสมองของเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่าตั้งแต่เด็กจนปัจจุบันก็ยังคงเก็บสะสมอยู่แบบนั้นเพิ่มเติมตลอดไม่มีที่สิ้นสุด

กลไกลของเสียงหากไม่มีการจดจำจากสมองหรือเรียกว่าเหตุการณ์ที่สมองมักจะจำไว้นั้น ก็จะเป็นการถูกเก็บไว้ในเชิงรูปแบบที่เรียกว่าจิตใต้สำนึกซึ่งไม่ก่อให้เกิดอารมณ์หรือลักษณะใดๆออกมา 

กล่าวคือเสียงต่างๆมันมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเรา โดยเรามักจะมองตามเสียงที่ดังขึ้นโดยอัตโนมัติ อย่างเช่นหากมีอะไรตก สมองจะสั่งการให้เราหันไปมองโดยไม่รู้ตัว หรือมีการเรียกชื่อของเราเราก็มักจะหันตามเสียง เพราะสมองมันจะสั่งการให้เราต้องทำตามเช่นนั้น และหากมีเสียงที่ดังร่างกายหรืออวัยวะก็จะทำงานผิดปกติไปด้วย ซึ่งอาจจะสั่งเกตุได้จากการดูหนังในโรงภาพยนต์ ที่มีเสียงดังและมีเหตุการณ์ต่างๆ ซ฿งเสียงที่เราได้ยินเหล่านั้น จะทำให้กลไกลของสมองเราสั่งการตามเหตุการณ์ที่เราได้ยินเหล่านั้นด้วย

หากเราต้องอยู่หรือต้องเผชิญกับภาวะเสี่ยงเกี่ยวกับการได้ยินเสียงที่ดังมากนัก เราควรต้องหาทางเพื่อแก้ไข ไม่งั้นจะต้องเกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน หรืออาจจะส่งผลให้ต้องพึ่งพา เครื่องช่วยฟัง เพื่อเป็นการทำให้ตนใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันให้ดี

ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

น้ำเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายของเรา หากขาดน้ำเกิน 3 วัน เราสามารถเสียชีวิตได้ ในขณะที่เราสามารถขาดอาหารได้ถึง 7 วัน ถึงจะเสียชีวิต คิดดูว่าน้ำสำคัญกับร่างกายเราขนาดไหน
3 สัญญาณของคนดื่มน้ำน้อย

หากไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นคนดื่มน้ำน้อยหรือไม่ ให้สังเกตได้จาก
1. ปัสสาวะไม่ถึง 4-7 ครั้งต่อวัน
2. ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มแทบทุกครั้ง
3. ปัสสาวะมีกลิ่นฉุนจัด

เพียงแค่ดื่มน้ำน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย พฤติกรรมนี้ก็สามารถส่งผลเสียถึงร่างกายได้มากมายขนาดนี้ ซึ่งยังไม่รวมไปถึงผลเสียด้านผิวพรรณที่หย่อนคล้อย หมองคล้ำ ผิวแห้ง ตาแห้ง และดูแก่กว่าวัยอีก ซึ่งนอกจากสาวๆ ได้ยินแล้วแทบจะกรี๊ด คุณผู้ชายก็น่าจะรู้สึกเสียวไส้พอกัน

ณ ตอนนี้ใครที่กำลังประสบปัญหาดื่มน้ำไม่พอ ดื่มน้ำน้อย และมีอาการเกิดขึ้นดังกล่าว ควรรีบปรับปรุงด่วยโดยควรดื่มน้ำเพิ่มขึ้นให้ได้ราวๆ 1,500-2,000 มิลลิลิตรต่อวัน หรือ 6-8 แก้วต่อวัน หรือถ้ากลัวลืมก็เอาขวดลิตรมาตั้งไว้บนโต๊ะ 1 ขวด แล้วเตือนตัวเองว่าต้องดื่มให้หมด ทำงานจิบไป เข้าห้องประชุมก็ถือแก้วน้ำเข้าไปด้วย รับรองว่าหากทำได้ร่างกายของคุณจะไม่ขาดน้ำอีกต่อไป

ไปต่อหรือพอแค่นี้ หากปวดขาหลังจากวิ่ง

หลายๆ คน คงเริ่มออกกำลังโดยวิธีแรกที่เลือกคงหนีไม่พ้นการวิ่ง เพราะการวิ่ง คือการออกกำลังกายในทุกๆ ส่วน และให้ผลที่ดีต่อการลดน้ำหนัก และลดความอ้วนมาก แต่ไม่ว่าการออกกำลังกายไหนๆ ในระยะแรกหรือระยะยาวการออกกำลังกายมักทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้ออยู่แล้ว แต่วันนี้เราขอเน้นที่การวิ่ง หากคุณเคยมีข้อสงสัยว่าถ้าวิ่งแล้วมีอาการปวดร้าวไปทั้งขา ควรที่จะวิ่งเพื่อซ้ำ หรือพักก่อนดี
อาการปวดขาโดยทั่วไปเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่
1. ขาของเราอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ เช่น ยืนท่าเดิมนาน ๆ ทำให้การไหลเวียนโลหิตไม่ดี

2. ใช้กล้ามเนื้อขาอย่างต่อเนื่องมากเกินไป เช่น นักกีฬาที่ฝึกซ้อมอย่างหนักบ่อย ๆ

3. ปวดกล้ามเนื้อขาหลังออกกำลังกาย เกิดจากการที่ร่างกายพยายามซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่เสียหาย และมีของเสีย หรือกรดบางอย่างที่คั่งข้างในกล้ามเนื้อได้

ปวดขาหลังวิ่ง หลังออกกำลังกาย ควรพัก หรือฝืนออกกำลังกายต่อ ?
หากเราออกกำลังกายไปเรื่อยๆ แล้วพบว่ามีอาการตึงเมื่อยของขา สิ่งที่ควรทำ คือ การ “ทำซ้ำ” แต่ปรับเปลี่ยนวิธีการโดยต้องลดความหนักลง เช่น เคยวิ่ง 20 นาทีแล้วมีอาการปวดเมื่อยมาก ก็ควรลดลงเหลือ 10-15 นาที แล้ววิ่งให้ช้าลง

หากหยุดวิ่ง หยุดออกกำลังกายไปเลยหลังจากมีอาการปวดขา ?
หากคุณมีอาการปวดขาหลังจากที่วิ่งมานาน แล้วหยุดวิ่ง หยุดออกกำลังกายไปเลยนานๆ จะทำให้ของเสีย หรือการไหลเวียนของโลหิตที่คั่งค้างในกล้ามเนื้อยังคงค้างอยู่เหมือนเดิม ไม่ไหลเวียนไปตามที่มันควรจะเป็น เราจึงต้องขยับเขยื้อนกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้เกิดการไหลเวียนของโลหิต เพื่อขยับเอาของเสียที่ข้างอยู่ตามกล้ามเนื้อไหลเวียนออกไปด้วย

เมื่อปวดขา ควรใช้ “ยานวดคลายกล้ามเนื้อ” หรือกินยาแก้ปวดหรือไม่ ?
การทายานวดเพื่อนวดคลายกล้ามเนื้อ ในยานวดจะมีส่วนผสมของยาที่ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น และการนวดด้วยยานวดยังช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ดีอีกด้วย
แต่หากจะรับประทานยาแก้ปวดเลย อาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะการทานยาแก้ปวดอาจจะมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของระบบที่จะต้องกำจัดของเสียออกจากกล้ามเนื้อ เพราะทางที่ดีที่สุดคือการปล่อยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น
ทั้งนี้หากจะให้แนะนำว่าต้องทำอย่างไรหากมีอาการปวดขาหลังจากวิ่งออกกำลังกาย สิ่งที่จะแนะนำ คือ ให้ออกกำลังกายหรือวิ่งซ้ำเบาๆ หรือลดความเคร่งความหนักของการออกกำลังกายนี้ลง

ปวดขา ประคบร้อนหรือเย็นถึงจะดี ?
อาการปวดขาหลังการวิ่งควรจะประคบร้อนหรือเย็นนั้น ขึ้นอยู่กับอาการปวด หากปวดแบบเฉียบพลันขณะวิ่ง เพราะไม่ได้อุ่นร่างกายก่อน แนะนำให้ประคบเย็นบริเวณกล้ามเนื้อขาที่ปวด ประมาณ 3-5 นาที หรือประคบสลับกับหยุด ประคบไปเรื่อยๆ ก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ของเย็นที่แนะนำให้ใช้ ได้แก่ เจลเย็น ถุงเย็น แผ่นแปะเย็น ที่มีอุณหภูมิประมาณ11-15o C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ดี ที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อคืนสภาพได้เร็ว ในส่วนที่มีอาการปวดขาแบบเรื้อรัง แนะนำให้ประคบร้อนจะเห็นผลดีกว่า หรือจะประคบร้อนเย็นสลับกันก็สามารถทำได้ เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้เร็วขึ้น ช่วยรักาสมดุลของกล้ามเนื้อ

พฤติกรรมร้ายๆ ที่ทำลายสมองโดยไม่รู้ตัว

สมอง เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ๆ สำคัญมากของมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางการควบคุม เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยเส้นประสาทที่มีความซับซ้อนนับล้านๆ เส้นแล้ว หากสมองทำงานผิดปกติแล้ว ยังส่งผลไปถึงอวัยวะส่วนอื่นๆ และไม่สามารถหามาทดแทนได้อีกด้วย

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สมองถือเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย โดยมีหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหว การหายใจ เป็นต้น โดยทั้งนี้สมองจะมีหน้าที่ควบคุมและสั่งการให้ร่างกายให้ทำงานตามที่เราสั่งหรือคิดที่จะทำ เพื่อให้มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข โดยสมองมีการทำงานตลอดเวลา ดังนั้นการใส่ใจพฤติกรรมที่ควรปฏิบัติเพื่อให้สมองทำงานได้ดี จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีของสมอง และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมร้ายๆ ที่อาจทำลายสมอง

4 พฤติกรรมทำลายสมอง

  1. ความเครียด เป็นผลร้ายต่อสภาพจิตใจ และส่งผลกระทบต่อสมองทำให้เสียสมาธิ หรือบางคนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า
  2. สิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะ การที่นำพาตนเองไปอยู่ในที่ๆ เต็มไปด้วยมลภาวะ จะทำให้ร่างกายทำงานหนักขึ้นเนื่องจากออกซิเจนไม่บริสุทธิ์ หรืออาจไม่เพียงพอต่อสมอง ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการอยู่อาศัยในพื้นที่ที่อากาศไม่บริสุทธิ์ หรือเต็มไปด้วยภาวะมลพิษทางอากาศตลอดเวลา
  3. สูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำนอกจากทำให้เป็นมะเร็งปอดแล้ว ยังทำให้ร่างกายและสมองได้รับออกซิเจนลดลง และเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง
  4. โรคประจำตัว บางชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคสมองหลายโรค โรคหลอดเลือด ดังนั้น หากพบว่าตนเองมีโรคประจำตัว ควรรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสีย เพราะการรักษาเมื่อเกิดการทำลายของสมองแล้วจะไม่สามารถทำให้สมองกลับมาทำงานได้สมบรูณ์ตามปกติ และจิตใจจะทำงานผิดปกติไปด้วย

5 วิธีบำรุงสมอง
แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สมองยังมีความเกี่ยงข้องกับอารมณ์ การเรียนรู้ ทั้งนี้มนุษย์จึงควรหันมาใส่ใจพฤติกรรมพัฒนาสมอง โดยมี 5 พฤติกรรมดีดังนี้

  1. กินดี คือรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ลดอาหารบางจำพวกโดยเฉพาะอาหารทีมีน้ำตาลสูง ซึ่งจะเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมอง
  2. ออกกำลังกายดี การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายโดยรวมและหลอดเลือดแข็งแรง ไม่มีภาวะน้ำหนักเกิน
  3. นอนหลับพักผ่อนดี การที่เราสามารถที่จะนอนหลับพักผ่อนได้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายของเราทำงานได้ดีขึ้น ได้พักผ่อนสมอง และทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้น ดังนั้นควรมีเวลาพักผ่อนนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
  4. คิดดี การฝึกคิด ฝึกลงมือทำ จะช่วยให้สมองเกิดการเรียนรู้ และพัฒนากระบวนการคิดให้รวดเร็วขึ้น
  5. สนทนาดี การฝึกสนทนาพูดคุยกับคนอื่นๆ เป็นประจำ สม่ำเสมอ จะช่วยให้สมองได้มีการฝึกฝนแก้ปัญหา ส่วนคนที่เก็บตัว ไม่พบปะผู้คน พบว่าสมองมีกระบวนการทำงานในการแก้ปัญหาที่ช้าลง