ป้ายกำกับ: สุขภาพทั่วไป

การดูแลตนเองหากสงสัยว่าตนเองติดโรคระบาดหรือไม่

โรคระบายในปัจจุบันเป้นสิ่งที่น่กลัว แม้โรคระบาดต่างๆจะมีการเกิดขึ้นหลากลายโรคจากในอดีตแต่เมื่อปี 2019-2020 นี้นั้นมีการเกิดขึ้นของโรคระบาดที่น่ากลัวไม่แพ้กับโรคระบาดในดีตเลยแต่สิ่งที่โรคระบาดในปัจจุบันมีความน่ากลัวกว่าโรคระบาดในอดีตคือการแพร่เชื้อของโรคนั่นเอง เพราะเชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือเชื้อไวรัสที่ถูกตั้งชื่อว่าโควิด19นั้นเป็นเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อกันได้ง่ายผ่านสารคัดหลั่ง ละอองน้ำลายหรือเหงื่อเป็นต้น จึงทำให้เชื้อไวรัสที่มีการระบาดชนิดนี้ดูน่ากลัวนั่นเอง 

ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้นั้นหากผู้ป่วยได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้วนั้นจะทำให้เกิดอาการปอดติดเชื้อและอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ในที่สุดนั่นเองและยิ่งหากผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้นั้นมีโรคประจำตัวก็จะทำให้เชื้อไวรัสนี้สามารถคร่าชีวิตของผู้ป่วยได้โดยเวลาอันรวดเร็วด้วย จากยอดการสำรวจการติดเชื้อไวรัสในเบื้องต้นนั้นมาจากประเทสจีน

ซึ่งคนที่จะสามารถมีเชื้อไวรัสนี้ในร่างกายได้นั่นก็คือคนที่ได้เดินทางหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เกิดโรคระบาดนั่นเอง ถึงแม้ว่าคนที่ไม่ได้มีการเดินทางไปยังพื้นที่เกิดโรคระบาดนี้นั้นก็สามารถจะติดเชื้อได้เนื่องจาก ผู้ที่เคยเดินทางหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆนั่นเอง 

และเราจะสามารถดูแลตนเองได้อย่างไรหากเราได้เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงหรือมีการอาศัยอยู่ร่วมในพื้นที่เสี่ยงที่มีผู้ป่วยโรคระบาดนี้ ซึ่งขั้นตอนการดูแลตนเองในเบื้อต้นนั้น หากเราได้เดินทางไปยังสนานที่ที่มีการระบาดของโรคหรือได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เคยอาศัยหรือเดินทางไปยังในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคมาและสงสัยว่าตนเอง

อาจะได้รับเชื้อไวรัสที่มีการระบาดมาหรือไม่ เราสามารถเฝ้าระวังและสังเกตตนเองได้โดยการกักตัว14วันในพื้นที่จำกัด เช่นการอยู่บ้านเพียงอย่างเดียวไม่ออกไปไหนหรือพบเจอผู้คน เพราะหากว่าเรามีอาการหรือติดเชื้อไวรัสนั้นจะช่วยลดอัตราการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนั่นเอง ช่วง14วันจะเป็นช่วงที่เชื้อไวรัสมีการฝักตัวและหากเราได้รับเชื้อก็จะมีอาการภายใน14วันนั้นนั่งเอง

อาการข้างต้นของผู้ได้รับเชื้อก็คืออาการขั้นต้นจะเหมือรอาการป่วย เช่นปวดหัว ตัวร้อน มีไข้และขั้นถัดมาจะมีอาการไอหรือจามร่วมด้วย ซึ่งดูเผินๆแล้วก็เหมือนอาการป่วยทั่วไป และขั้นต่อมาคือการหายใจหากได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้จะทำการหายใจนั้นติดขัดและรู้สึกเหนื่อยง่ายเมื่ออยู่ในขั้นนี้แล้วนั้นหากไม่ได้รับการรักษาก็อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อที่ปอดและอาจจะเสียชีวิตในที่สุดได้ ดังนั้นเมื่อมีการเฝ้าระวัง14วัน หากมีอาการใดอาการหนึ่งควรจะไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุเลยจะดีที่สุดนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยหุ้น  

วิธีการบำรุงผมที่เสียให้กลับมามีสุขภาพที่ดีอีกครั้ง  

การที่สาวๆนั้นมีผมเสียแห้งและชี้ฟูหลังจากที่เรานั้นไปยืดผมมาเป็นอะไรที่หงุดหงิดอย่างมากเพราะว่ากว่าผมสวยๆของเรานั้นจะกลับมามีสุขภาพที่ดีอีกครั้งนานมาก  จะตัดผมที่เสียนั้นออกก็คงไม่คุ้มเพราะว่าถ้าต้องตัดผมที่เสียนั้นออกคงจะตัดสั้นอย่างมากหรือว่าไม่นั้นก็คงต้องโกรนผมนั้นทิ้ง อันนี้ก็คงไม่เหมาะ เราก็หวังว่าจากที่เรานั้นไปยืดผมมาเราก็อยากให้ผมของเรานั้นตรงสวย แต่พอหลังจากที่เรานั้นทำเสร็จกลับเป็นผมเสียที่เรานั้นได้มาแทน  เสียทั้งตัง เสียทั้งความรู้สึก  

  การที่เรานั้นนั้นยืมผมนั้นเราต้องการผมที่เรานั้นหยิกงอไม่สวยนั้นให้มีผมที่ตรง ถ้าจะให้เรานั้นหนีบผมหรือว่าเรานั้นไดร์ผมทุกวันก็คงจะเสียเวลาเราเลยเลือกที่จะยืดผม  เสียเวลาในการทำแค่วันเดียวแต่ว่าเรานั้นได้ผมที่ตรงอยู่ได้หลายเดือน อย่างน้อยเรานั้นก็ไม่ต้องเสียเวลาที่จะมานั่งทำผมก่อนที่เรานั้นจะออกบ้านแต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่เรานั้นคิดว่าเราอยากได้ผมที่ตรงสวย แต่หลังจากที่เรานั้นทำผมของเรานั้นเสีย แห้ง ฟู  แตกปราย วันนี้เราจะมาบอกวิธีการบำรุงผมที่เสียหลังจากที่เรานั้นยืดมา เป็นวิธีธรรมชาติ มีอะไรบ้างไปดูกัน 

สูตรหมักผมด้วยวิธีธรรมชาตินั้นมีหลายอย่างมาก  เช่น ว่านหางจระเข้ สูตรหมักด้วยไข่ไก่ แต่ด้วยว่าถ้าจะให้หมักผมด้วยการหมักผมที่เสียด้วยวิธีธรรมชาติ  เช่น น้ำมันอัลมอนด์ น้ำผึ้ง กล้วยหอม และน้ำมันมะพร้าวเป็นต้น 

เว้นระยะในการทำสารเคมีที่ซ้ำซาก  หลังจากที่เรานั้นยืดผมมานั้นถ้าเรานั้นทำสีผมด้วยแล้ว หลังจากที่เรานั้นยืดผมไปแล้ว  ให้เรานั้นบำรุงผมด้วยการทำทรีตเม้นด้วยสำหรับผมตรงอย่าง เทรซาเม่ อย่างน้อยอาทิตย์ล่ะ 1-2 ครั้ง  เมื่อผมของเรานั้นดีขึ้นแล้วค่อยไปทำสี  

การที่เรานั้นทำทรีตเม้นอย่างน้องอาทิตย์ละครั้งถือว่าเป็นการช่วยให้ผมที่ชี้ฟูและแห้งเสียหลังจากที่เรานั้นยืดผมมาจะทำให้ผมของเรานั้นกลับมามีสุขภาพผมที่ขึ้น

และให้เรานั้นหันมาลองใช้  โดฟอินเทนซ์ รีแพร์ ทรีทเม้นท์  มาส์ก สำหรับผมเสียนั้นจะได้มาช่วยบำรุงผมอย่างล้ำลึกจากภายในพร้อมที่จะปกป้องผมไม่ให้ขาดเปราะง่าย  ได้ถึง 10 เท่า เมื่อเรานั้นใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะฟื้นฟูผมเรานั้นให้กลับมามีสุขภาพดี

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  ชุดตรวจ hiv

ผลเสียถ้าร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรต

ในเรื่องของการรับประทานอาหารนั้นเรามักจะถูกบอกอยู่เสมอๆ ว่า ต้องทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่นะ เพื่อจะได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็ง ซื้ออาหารทั้ง 5 หมู่นั้นทุกคนอาจจะทราบดีแล้วว่ามีอะไรบ้าง หรือถ้าหากว่าไม่ทราบจริงๆ นั้นเราก็จะบอกอีกทีว่ามี คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ไขมัน

ซึ่งการรับประทานอาหารเหล่านี้จะต้องจดอยู่ในปริมาณที่พอดีและเหมาะสมตามร่างกายของแต่ละบุคคล ซึ่งเราควรให้ความสำคัญของสารอาหารแต่ละประเภทตามลำดับอย่างที่กล่าวไปข้างต้นได้เลย จึงเป็นใจความสำคัญของบทความนี้เลยว่า เราจะพูดถึงข้อเสียของการที่ร่างกายขาดสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เห็นใช่หรือไม่ว่าคาร์โบไฮเดรตนั้นถูกจัดเป็นสารอาหารในลำดับแรกในหมู่

เพราะฉะนั้นแล้วมันจึงมีความสำคัญอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว และว่ากันว่าในกลุ่มของคนที่กำลังลดน้ำหนัก หรือลดหุ่นอยู่กลัวการทานอาหารประเภทนี้มาก บอกเลยว่าคุณกำลังคิดผิด เพราะมันจะยิ่งส่งผลทำให้คุณนั้นอ้วนได้มากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ โดยในบทความนี้ทางเว็บ ซื้อหวยลาว4ตัว  จะพูดถึงอาการของคนที่ขาดคาร์โบไฮเดรตกันว่ามีลักษณะอย่างไรบ้าง เผื่อว่าคุณอาจจะไม่ทันสังเกต หรือทานคาร์โบไฮเดรตน้อยเกินไปต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งมีอาการแสดงดังนี้

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า เมื่อขาดสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะทำให้ร่างกายรู้อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง ไม่อยากที่จะทำอะไร นั้นเป็นเพราะว่าสมองของพวกเรานั้นต้องการกลูโคสที่ได้มาจากคาร์โบไฮเดรต เพื่อทำให้การทำงานของระบบสมองมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
  • ไม่มีความคล่องแคล่ว คล่องตัว คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารหลักของพลังงานในร่างกาย ถ้าหากว่าสารอาหารประเภทนี้ไปก็จะส่งผลกระทบกับความคล่องตัว ทำอะไรไม่สะดวก เพราะคาร์โบไฮเดรตนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นดีอย่างโฮลเกรน ที่จะช่วยให้คุณทำอะไรคล่องตัวมากขึ้น และยิ่งถ้าคุณเป็นคนออกกำลังกายจะยิ่งทำให้การออกกำลังกายของคุณไม่ติดขัด
  • สมองไม่ปลอดโปร่ง สมองนั้นมีแหล่งอาหารสำคัญนั้นก็คือ คาร์โบไฮเดรต เพื่อที่สมองจะได้สารอาหารที่เพียง ควรทานคาร์โบไฮเดรตให้เพียงพอหรืออยู่ที่ประมาณ 80-130 กรัม เพราะมันจะส่งโดยตรงให้สมองคุณปลอดโปร่ง สดใส และมีความคิดที่ดี
  • ความจำ อย่างที่ได้กล่าวไปในหลายๆ ข้อ คงทราบกันดีอยู่แล้วว่าคาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารสำคัญต่อสมองโดยตรง ทั้งนี้ยังรวมไปถึงเรื่องของความจดจำที่เราต้องใช้สมองในทำงาน เพราะกลูโคสที่ร่างกายต้องการคาร์โบไฮเดรตจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบสมอง ที่จะช่วยทำให้คุณมีความจำที่ดีได้อีกด้วย
  • รู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลา เคยได้บอกแต่ตั้งแรกแล้วว่า คาร์โบไฮเดรตได้อยู่ในสิ่งที่สำคัญที่สุในอาหาร 5 หมู่ จึงไม่จำเป็นที่จะตัดมันออกจากโภชนาการเลยเสียด้วยซ้ำ เพราะคาร์โบไฮเดรตจะทำให้คุณรู้สึกอิ่ม และอยู่ท้อง ถ้าหากคุณทานอาหารประเภทอื่นมากจนไม่ทานคาร์โบไฮเดรต จะทำให้คุณหิวกว่าเดิม แล้วถ้าคุณกำลังเป็นคนที่กำลังลดน้ำหนัก หรือรถหุ่นอยู่นั้น ต้องขอบอกเลยว่าห้ามขาด เพียงแค่ทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น

สิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่กับไข้หวัดธรรมดา

   สำหรับเราทุกคนการที่มีอาการปวดหัว เป็นไข้และไอหรือแม้แต่การที่เรามีน้ำมูก ความเข้าใจของเราก็คือการที่เราเป็นไข้หวัด แต่อย่างที่เรารู้กันว่าไข้หวัดตอนนี้มีทั้งไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่แถมไข้หวัดใหญ่ยังมีหลายสายพันธ์อีกด้วยแล้วเราจะรู้ข้อแตกต่างของไข้หวัดทั้งสองอย่างได้อย่างไรและจะรู้ได้อย่างไงว่าจะต้องรักษาอาการไข้แบบไหนจึงจะหายดี

วันนี้เราจึงหาข้อเปรียบเทียบระหว่างไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่มาให้ดูกันว่ามีความเหมือนและต่างกันอย่างไรและเราจะมีวิธีการรักษาอาการของโรคเหล่านี้ได้อย่างไร

1.สำหรับคนที่มีอาการเป็นไข้แล้วมีน้ำมูกนั้น

 ถ้าเป็นเพียงแค่ไข้หวัดธรรมดาจะมีน้ำมูกใสๆ หรือบางทีเราอาจจะไม่มีน้ำมูกเลยก็ได้ แต่ถ้าหากเราเป็นไข้หวัดใหญ่ละก็ เราจะมีอาการของน้ำมูกเยอะ มีน้ำมูกเหนียวและข้นมากทำให้หายใจไม่ค่อยสะดวก

2.สำหรับอาการของคนเป็นไข้ที่มีอาการเจ็บคอ  

ถ้าเป็นแค่เพียงไข้หวัดธรรมดา มักจะมีอาการเจ็บคอแค่นิดหน่อยโดยจะเป็นแค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆในช่วงแรกเท่านั้นก็จะหายไป แต่หากเราเป็นไข้หวัดใหญ่ เราจะไม่มีอาการเจ็บคอเลย

3.สำหรับอาการแทรกซ้อนของคนที่เป็นไข้หวัด

ถ้าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา เรามักจะพบว่าจะมีอาการของการเกิดโรคหูอักเสบไปจนถึงโรคไซนัสได้ แต่หากเราเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วละก็เราจะมีอากรแทรกซ้อนของโรคหลอดลมอักเสบหรือบางคนเป็นโรคปอดบวมซึ่งความอันตรายของโรคจะร้ายแรงแตกต่างกันอย่างชัดเจน

4.สำหรับขั้นตอนการรักษาของโรคไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่นั้นจะมีการรักษาที่แตกต่างกันนั่นก็เพราะอาการของโรคทั้งสองชนิดถึงแม้จะมีอาการที่ใกล้เคียงกันจนบางครั้งเราก็ไม่สามารถแยกออกได้แต่อาการของคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่จะมีอาการที่รุนแรงและเป็นนานกว่ามาก กว่าจะหายจากอาการไข้และยังมีปัญหาเรื่องของโรคแทรซ้อนที่อันตรายเข้ามาอีกดังนั้นการรักษาอาการของโรคไข้หวัดธรรมดา เรามักจะรักษาตามอาการ เช่นปวดหัวก็กินยาแก้ไขปวดหัว  ตัวร้อนก็กินยาลดไข้ หรือถ้าไอจามมีน้ำมูกก็กินยาที่รักษาอาการของโรคตามอาการที่เป็นและหากไม่มีอาการอะไรก็ไม่ต้องกินและไม่นานก็หายเองเพียงแค่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ แต่ถ้าหากเป็นไข้หวัดใหญ่จะต้องมีการใช้ยาAmantadine หรือ Rimantadine    ซึ่งแพทย์จะเป็นคนสั่งยาให้เองโดยจะมีการรักษาด้วยยาดังกล่าวหลังจากตรวจพบอาการภายใน 1-2 วัน

 

สนับสนุนโดย  ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร

มาทำความรู้จักโรคเบาหวาน เพื่อป้องกัน

โรคเบาหวาน ถือว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงและน่ากลัวเป็นอย่างมาก

โรคนี้นั้นได้เกิดจาดความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินออกมาไม่เพียงพอ ร่างกายจึงไม่สามารถที่จะนำน้ำตาลเอาไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดนั้นสูงมากขึ้น หากว่าทิ้งเอาไว้เป็นเวลานานในระยะยาวจะส่งผลให้เกิดการทำลายหลอดเลือด ที่จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานขั้นรุนแรงมากขึ้น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานนี้พบบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ทางองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้มีการรายงานออกมาบอกว่า ในปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานทั่วโลกเป็นจำนวนมากกว่า 425 ล้านคน

และจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกถึง 642 ล้านคนในปีพ.ศ.2583 ก็เป็นได้ เพราะจากผลสำรวจสุขภาพของประชาชนคนไทยครั้งล่าสุดเมื่อปี2557 ได้พบว่าคนไทยเองประมาณ 4.8 ล้านคนนั้นได้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในทุกๆปี จากสถิติเหล่านี้ได้พบว่า ประชากรในวัยผู้ใหญ่ 1 ใน 11 คนนั้นป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานร้อยละ50 จะไม่รู้สึกตัวหรือรู้ตัวว่าตนเองนั้นเป็นโรคเบาหวาน และคุณก็จะเป็น 1 ในนั้นที่ไม่ทราบและไม่รู้ตัวว่าตนเองนั้นเป็นโรค เพราะฉะนั้นคุณควรเข้ามาตรวจกับทางโรงพยาบาล เพื่อทำการค้นหาโรคเบาหวานในร่างกาย เพราะหากว่าคุณเป็น จะได้ทำการวินิจฉันในการรักษาได้ทันเวลา ก่อนที่เชื้อนั้นจะลามรุ่นแรงมากขึ้นและยากต่อการรักษา ซึ่งบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานนี้อย่างมากคือ

  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วน หากไม่ทราบให้ลองวัดค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI ถ้าค่าเฉลี่ยออกมามากกว่า 25 นั้นแปลว่าคุณอาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน
  • เป็นโรคความดันโลหิตสูงแต่เดิม
  • ระดับไขมันในเลือดมีความผิดปกติ
  • เคยมีประวัติของการเป็นโรคเบาหวานในขณะที่ตั้งครรภ์ หรือเคยมีประวัติการคลอดทารกที่มีน้ำหนักมากกว่า 2 4 กิโลกรัม
  • เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดแต่เดิม
  • สตรีที่มีภาวะถุงน้ำรังไข่

โรคเบาหวานสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายๆอย่าง เพราะร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้ ดังนี้ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย ภาวะแทรกซ้อนทางตา ทางไต หรือในส่วนของเส้นประสาทส่วนปลาย หากให้กล่าวถึงภาวะแทรกซ้อนที่ถูกค้นพบบ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นก็คือ ภาวะแทรกซ้อนทางตา ซึ่งจะพบเป็นอย่างมากโดยเฉลี่ยแล้วจะพบ 1 คน 3 คนของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณและป้องกันได้ถ้าคุณได้รับการตรวจและวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยทางการแพทย์ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณเอง

 

สนับสนุนโดย  ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม

เลิกบุหรี่ให้ได้ผล…แบบลาขาด

ในช่วงปัจจุบันนี้อาจจะไม่มีผู้ใดไม่เคยรู้ถึงอันตรายของบุหรี่ที่มีต่อสุขภาพของทั้งยังผู้สูบเองและก็คนที่อยู่รอบข้าง แต่ปริมาณผู้สูบบุหรี่ในช่วงยาวนานหลายปีมานี้กลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย แม้ว่าจะมีการรณรงค์ส่งเสริมรวมทั้งมีมาตรการทางกฎหมายเพื่อการเลิกบุหรี่มากสักเพียงใดก็ตาม

จากการสำรวจพฤติกรรมการสูบ บุหรี่ไฟฟ้า ของชาวไทยโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติครั้งล่าสุดเมื่อปี 2557พบว่า ในจํานวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น 54.8 ล้านคน เป็นผู้ที่สูบบุหรี่มากถึง 11.4 ล้านคนหรือจำนวนร้อยละ 20.7 โดยสูบเป็นประจํา 10 ล้านคน แล้วก็สูบนานๆครั้ง 1.4 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ที่มีผู้สูบบุหรี่อยู่ปริมาณร้อยละ 19.9

มีการประเมินกันว่าผู้สูบบุหรี่พวกนี้จำนวนถึง 1 ใน 4 จะเสียชีวิตด้วยโรคที่เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่ในอีก 10-20 ปีต่อไป เนื่องจากควันจากบุหรี่มีสารเคมีมากยิ่งกว่า 4,000 ประเภท โดยเป็นสารพิษมากยิ่งกว่า 250 ประเภท รวมทั้งเป็นสารก่อโรคมะเร็งมากยิ่งกว่า 50 ประเภท

ในแต่ละปีมีชาวไทยจำนวนมากถึง 42,000 – 52,000 คนเสียชีวิตด้วยโรคที่เป็นผลมาจากการสูบบุหรี่โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด โรคระบบหัวใจรวมทั้งหลอดเลือด รวมทั้งโรคถุงลมโป่งพอง ในขณะที่สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคลงได้อย่างมากแค่เพียงเลิกดูดบุหรี่เพียงแค่นั้น

บุหรี่…ติดง่าย แต่ว่าเลิกยาก

เพราะอะไรการเลิกบุหรี่จึงเป็นเรื่องยาก? ปัจจัยก็เพราะว่าบุหรี่นั้นไม่ได้ต่างอะไรกับสารเสพติด โดยการติดบุหรี่สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้านหลักๆด้วยกันคือ การติดทางด้านจิตใจซึ่งมักมีสาเหตุจากความคุ้นเคยแล้วก็ความเชื่อที่ว่าบุหรี่ช่วยทำให้เกิดความสบายผ่อนคลายความเคลียดได้ กับการติดทางร่างกายหมายถึงการติดนิโคตินที่เป็นสิ่งเสพติดในบุหรี่นั่นเอง

จากการศึกษาพบว่าเมื่อสูบบุหรี่ สารนิโคตินจะซึมซับไปสู่กระแสโลหิตแล้วก็ผ่านไปยังสมองอย่างรวดเร็วภายในช่วงเวลาเพียงแค่ 6 วินาทีเพียงแค่นั้น ผู้สูบจึงรู้สึกผ่อนคลาย ลดความกังวลใจลงได้ในทันทีทันใด แต่ว่าก็เป็นผลระยะสั้นแค่นั้น เนื่องจากเมื่อระดับนิโคตินน้อยลง อารมณ์ทางบวกนั้นก็หายไป ถ้าหากต้องการความสบายอีกก็จะต้องสูบอีกจนกระทั่งกลายเป็นการเสพติดในที่สุดเมื่อติดบุหรี่แล้ว การจะเลิกมักทำเป็นยาก เพราะเหตุว่าสิ่งที่ตามมาเป็นอาการถอนยาหรืออาการขาดนิโคติน ซึ่งจะเริ่มภายใน 4-6 ชั่วโมงหลังการหยุดบุหรี่