ป้ายกำกับ: สุขภาพทั่วไป

ผลเสียถ้าร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรต

ในเรื่องของการรับประทานอาหารนั้นเรามักจะถูกบอกอยู่เสมอๆ ว่า ต้องทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่นะ เพื่อจะได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็ง ซื้ออาหารทั้ง 5 หมู่นั้นทุกคนอาจจะทราบดีแล้วว่ามีอะไรบ้าง หรือถ้าหากว่าไม่ทราบจริงๆ นั้นเราก็จะบอกอีกทีว่ามี คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ไขมัน

ซึ่งการรับประทานอาหารเหล่านี้จะต้องจดอยู่ในปริมาณที่พอดีและเหมาะสมตามร่างกายของแต่ละบุคคล ซึ่งเราควรให้ความสำคัญของสารอาหารแต่ละประเภทตามลำดับอย่างที่กล่าวไปข้างต้นได้เลย จึงเป็นใจความสำคัญของบทความนี้เลยว่า เราจะพูดถึงข้อเสียของการที่ร่างกายขาดสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เห็นใช่หรือไม่ว่าคาร์โบไฮเดรตนั้นถูกจัดเป็นสารอาหารในลำดับแรกในหมู่

เพราะฉะนั้นแล้วมันจึงมีความสำคัญอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว และว่ากันว่าในกลุ่มของคนที่กำลังลดน้ำหนัก หรือลดหุ่นอยู่กลัวการทานอาหารประเภทนี้มาก บอกเลยว่าคุณกำลังคิดผิด เพราะมันจะยิ่งส่งผลทำให้คุณนั้นอ้วนได้มากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ โดยในบทความนี้ทางเว็บ ซื้อหวยลาว4ตัว  จะพูดถึงอาการของคนที่ขาดคาร์โบไฮเดรตกันว่ามีลักษณะอย่างไรบ้าง เผื่อว่าคุณอาจจะไม่ทันสังเกต หรือทานคาร์โบไฮเดรตน้อยเกินไปต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งมีอาการแสดงดังนี้

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า เมื่อขาดสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะทำให้ร่างกายรู้อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง ไม่อยากที่จะทำอะไร นั้นเป็นเพราะว่าสมองของพวกเรานั้นต้องการกลูโคสที่ได้มาจากคาร์โบไฮเดรต เพื่อทำให้การทำงานของระบบสมองมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
  • ไม่มีความคล่องแคล่ว คล่องตัว คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารหลักของพลังงานในร่างกาย ถ้าหากว่าสารอาหารประเภทนี้ไปก็จะส่งผลกระทบกับความคล่องตัว ทำอะไรไม่สะดวก เพราะคาร์โบไฮเดรตนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นดีอย่างโฮลเกรน ที่จะช่วยให้คุณทำอะไรคล่องตัวมากขึ้น และยิ่งถ้าคุณเป็นคนออกกำลังกายจะยิ่งทำให้การออกกำลังกายของคุณไม่ติดขัด
  • สมองไม่ปลอดโปร่ง สมองนั้นมีแหล่งอาหารสำคัญนั้นก็คือ คาร์โบไฮเดรต เพื่อที่สมองจะได้สารอาหารที่เพียง ควรทานคาร์โบไฮเดรตให้เพียงพอหรืออยู่ที่ประมาณ 80-130 กรัม เพราะมันจะส่งโดยตรงให้สมองคุณปลอดโปร่ง สดใส และมีความคิดที่ดี
  • ความจำ อย่างที่ได้กล่าวไปในหลายๆ ข้อ คงทราบกันดีอยู่แล้วว่าคาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารสำคัญต่อสมองโดยตรง ทั้งนี้ยังรวมไปถึงเรื่องของความจดจำที่เราต้องใช้สมองในทำงาน เพราะกลูโคสที่ร่างกายต้องการคาร์โบไฮเดรตจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบสมอง ที่จะช่วยทำให้คุณมีความจำที่ดีได้อีกด้วย
  • รู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลา เคยได้บอกแต่ตั้งแรกแล้วว่า คาร์โบไฮเดรตได้อยู่ในสิ่งที่สำคัญที่สุในอาหาร 5 หมู่ จึงไม่จำเป็นที่จะตัดมันออกจากโภชนาการเลยเสียด้วยซ้ำ เพราะคาร์โบไฮเดรตจะทำให้คุณรู้สึกอิ่ม และอยู่ท้อง ถ้าหากคุณทานอาหารประเภทอื่นมากจนไม่ทานคาร์โบไฮเดรต จะทำให้คุณหิวกว่าเดิม แล้วถ้าคุณกำลังเป็นคนที่กำลังลดน้ำหนัก หรือรถหุ่นอยู่นั้น ต้องขอบอกเลยว่าห้ามขาด เพียงแค่ทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น

สิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่กับไข้หวัดธรรมดา

   สำหรับเราทุกคนการที่มีอาการปวดหัว เป็นไข้และไอหรือแม้แต่การที่เรามีน้ำมูก ความเข้าใจของเราก็คือการที่เราเป็นไข้หวัด แต่อย่างที่เรารู้กันว่าไข้หวัดตอนนี้มีทั้งไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่แถมไข้หวัดใหญ่ยังมีหลายสายพันธ์อีกด้วยแล้วเราจะรู้ข้อแตกต่างของไข้หวัดทั้งสองอย่างได้อย่างไรและจะรู้ได้อย่างไงว่าจะต้องรักษาอาการไข้แบบไหนจึงจะหายดี

วันนี้เราจึงหาข้อเปรียบเทียบระหว่างไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่มาให้ดูกันว่ามีความเหมือนและต่างกันอย่างไรและเราจะมีวิธีการรักษาอาการของโรคเหล่านี้ได้อย่างไร

1.สำหรับคนที่มีอาการเป็นไข้แล้วมีน้ำมูกนั้น

 ถ้าเป็นเพียงแค่ไข้หวัดธรรมดาจะมีน้ำมูกใสๆ หรือบางทีเราอาจจะไม่มีน้ำมูกเลยก็ได้ แต่ถ้าหากเราเป็นไข้หวัดใหญ่ละก็ เราจะมีอาการของน้ำมูกเยอะ มีน้ำมูกเหนียวและข้นมากทำให้หายใจไม่ค่อยสะดวก

2.สำหรับอาการของคนเป็นไข้ที่มีอาการเจ็บคอ  

ถ้าเป็นแค่เพียงไข้หวัดธรรมดา มักจะมีอาการเจ็บคอแค่นิดหน่อยโดยจะเป็นแค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆในช่วงแรกเท่านั้นก็จะหายไป แต่หากเราเป็นไข้หวัดใหญ่ เราจะไม่มีอาการเจ็บคอเลย

3.สำหรับอาการแทรกซ้อนของคนที่เป็นไข้หวัด

ถ้าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา เรามักจะพบว่าจะมีอาการของการเกิดโรคหูอักเสบไปจนถึงโรคไซนัสได้ แต่หากเราเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วละก็เราจะมีอากรแทรกซ้อนของโรคหลอดลมอักเสบหรือบางคนเป็นโรคปอดบวมซึ่งความอันตรายของโรคจะร้ายแรงแตกต่างกันอย่างชัดเจน

4.สำหรับขั้นตอนการรักษาของโรคไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่นั้นจะมีการรักษาที่แตกต่างกันนั่นก็เพราะอาการของโรคทั้งสองชนิดถึงแม้จะมีอาการที่ใกล้เคียงกันจนบางครั้งเราก็ไม่สามารถแยกออกได้แต่อาการของคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่จะมีอาการที่รุนแรงและเป็นนานกว่ามาก กว่าจะหายจากอาการไข้และยังมีปัญหาเรื่องของโรคแทรซ้อนที่อันตรายเข้ามาอีกดังนั้นการรักษาอาการของโรคไข้หวัดธรรมดา เรามักจะรักษาตามอาการ เช่นปวดหัวก็กินยาแก้ไขปวดหัว  ตัวร้อนก็กินยาลดไข้ หรือถ้าไอจามมีน้ำมูกก็กินยาที่รักษาอาการของโรคตามอาการที่เป็นและหากไม่มีอาการอะไรก็ไม่ต้องกินและไม่นานก็หายเองเพียงแค่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ แต่ถ้าหากเป็นไข้หวัดใหญ่จะต้องมีการใช้ยาAmantadine หรือ Rimantadine    ซึ่งแพทย์จะเป็นคนสั่งยาให้เองโดยจะมีการรักษาด้วยยาดังกล่าวหลังจากตรวจพบอาการภายใน 1-2 วัน

 

สนับสนุนโดย  ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร

มาทำความรู้จักโรคเบาหวาน เพื่อป้องกัน

โรคเบาหวาน ถือว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงและน่ากลัวเป็นอย่างมาก

โรคนี้นั้นได้เกิดจาดความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินออกมาไม่เพียงพอ ร่างกายจึงไม่สามารถที่จะนำน้ำตาลเอาไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดนั้นสูงมากขึ้น หากว่าทิ้งเอาไว้เป็นเวลานานในระยะยาวจะส่งผลให้เกิดการทำลายหลอดเลือด ที่จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานขั้นรุนแรงมากขึ้น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานนี้พบบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ทางองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้มีการรายงานออกมาบอกว่า ในปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานทั่วโลกเป็นจำนวนมากกว่า 425 ล้านคน

และจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกถึง 642 ล้านคนในปีพ.ศ.2583 ก็เป็นได้ เพราะจากผลสำรวจสุขภาพของประชาชนคนไทยครั้งล่าสุดเมื่อปี2557 ได้พบว่าคนไทยเองประมาณ 4.8 ล้านคนนั้นได้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในทุกๆปี จากสถิติเหล่านี้ได้พบว่า ประชากรในวัยผู้ใหญ่ 1 ใน 11 คนนั้นป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานร้อยละ50 จะไม่รู้สึกตัวหรือรู้ตัวว่าตนเองนั้นเป็นโรคเบาหวาน และคุณก็จะเป็น 1 ในนั้นที่ไม่ทราบและไม่รู้ตัวว่าตนเองนั้นเป็นโรค เพราะฉะนั้นคุณควรเข้ามาตรวจกับทางโรงพยาบาล เพื่อทำการค้นหาโรคเบาหวานในร่างกาย เพราะหากว่าคุณเป็น จะได้ทำการวินิจฉันในการรักษาได้ทันเวลา ก่อนที่เชื้อนั้นจะลามรุ่นแรงมากขึ้นและยากต่อการรักษา ซึ่งบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานนี้อย่างมากคือ

  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วน หากไม่ทราบให้ลองวัดค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI ถ้าค่าเฉลี่ยออกมามากกว่า 25 นั้นแปลว่าคุณอาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน
  • เป็นโรคความดันโลหิตสูงแต่เดิม
  • ระดับไขมันในเลือดมีความผิดปกติ
  • เคยมีประวัติของการเป็นโรคเบาหวานในขณะที่ตั้งครรภ์ หรือเคยมีประวัติการคลอดทารกที่มีน้ำหนักมากกว่า 2 4 กิโลกรัม
  • เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดแต่เดิม
  • สตรีที่มีภาวะถุงน้ำรังไข่

โรคเบาหวานสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายๆอย่าง เพราะร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้ ดังนี้ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย ภาวะแทรกซ้อนทางตา ทางไต หรือในส่วนของเส้นประสาทส่วนปลาย หากให้กล่าวถึงภาวะแทรกซ้อนที่ถูกค้นพบบ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นก็คือ ภาวะแทรกซ้อนทางตา ซึ่งจะพบเป็นอย่างมากโดยเฉลี่ยแล้วจะพบ 1 คน 3 คนของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณและป้องกันได้ถ้าคุณได้รับการตรวจและวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยทางการแพทย์ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณเอง

 

สนับสนุนโดย  ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม

เลิกบุหรี่ให้ได้ผล…แบบลาขาด

ในช่วงปัจจุบันนี้อาจจะไม่มีผู้ใดไม่เคยรู้ถึงอันตรายของบุหรี่ที่มีต่อสุขภาพของทั้งยังผู้สูบเองและก็คนที่อยู่รอบข้าง แต่ปริมาณผู้สูบบุหรี่ในช่วงยาวนานหลายปีมานี้กลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย แม้ว่าจะมีการรณรงค์ส่งเสริมรวมทั้งมีมาตรการทางกฎหมายเพื่อการเลิกบุหรี่มากสักเพียงใดก็ตาม

จากการสำรวจพฤติกรรมการสูบ บุหรี่ไฟฟ้า ของชาวไทยโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติครั้งล่าสุดเมื่อปี 2557พบว่า ในจํานวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น 54.8 ล้านคน เป็นผู้ที่สูบบุหรี่มากถึง 11.4 ล้านคนหรือจำนวนร้อยละ 20.7 โดยสูบเป็นประจํา 10 ล้านคน แล้วก็สูบนานๆครั้ง 1.4 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ที่มีผู้สูบบุหรี่อยู่ปริมาณร้อยละ 19.9

มีการประเมินกันว่าผู้สูบบุหรี่พวกนี้จำนวนถึง 1 ใน 4 จะเสียชีวิตด้วยโรคที่เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่ในอีก 10-20 ปีต่อไป เนื่องจากควันจากบุหรี่มีสารเคมีมากยิ่งกว่า 4,000 ประเภท โดยเป็นสารพิษมากยิ่งกว่า 250 ประเภท รวมทั้งเป็นสารก่อโรคมะเร็งมากยิ่งกว่า 50 ประเภท

ในแต่ละปีมีชาวไทยจำนวนมากถึง 42,000 – 52,000 คนเสียชีวิตด้วยโรคที่เป็นผลมาจากการสูบบุหรี่โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด โรคระบบหัวใจรวมทั้งหลอดเลือด รวมทั้งโรคถุงลมโป่งพอง ในขณะที่สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคลงได้อย่างมากแค่เพียงเลิกดูดบุหรี่เพียงแค่นั้น

บุหรี่…ติดง่าย แต่ว่าเลิกยาก

เพราะอะไรการเลิกบุหรี่จึงเป็นเรื่องยาก? ปัจจัยก็เพราะว่าบุหรี่นั้นไม่ได้ต่างอะไรกับสารเสพติด โดยการติดบุหรี่สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้านหลักๆด้วยกันคือ การติดทางด้านจิตใจซึ่งมักมีสาเหตุจากความคุ้นเคยแล้วก็ความเชื่อที่ว่าบุหรี่ช่วยทำให้เกิดความสบายผ่อนคลายความเคลียดได้ กับการติดทางร่างกายหมายถึงการติดนิโคตินที่เป็นสิ่งเสพติดในบุหรี่นั่นเอง

จากการศึกษาพบว่าเมื่อสูบบุหรี่ สารนิโคตินจะซึมซับไปสู่กระแสโลหิตแล้วก็ผ่านไปยังสมองอย่างรวดเร็วภายในช่วงเวลาเพียงแค่ 6 วินาทีเพียงแค่นั้น ผู้สูบจึงรู้สึกผ่อนคลาย ลดความกังวลใจลงได้ในทันทีทันใด แต่ว่าก็เป็นผลระยะสั้นแค่นั้น เนื่องจากเมื่อระดับนิโคตินน้อยลง อารมณ์ทางบวกนั้นก็หายไป ถ้าหากต้องการความสบายอีกก็จะต้องสูบอีกจนกระทั่งกลายเป็นการเสพติดในที่สุดเมื่อติดบุหรี่แล้ว การจะเลิกมักทำเป็นยาก เพราะเหตุว่าสิ่งที่ตามมาเป็นอาการถอนยาหรืออาการขาดนิโคติน ซึ่งจะเริ่มภายใน 4-6 ชั่วโมงหลังการหยุดบุหรี่